26 พฤศจิกายน 2558

Blogger


Blogger
นำเสนอ 5 Blog ที่ท่านสนใจ

1.http://itoeblog.blogspot.com/
บล็อคแนะนำ-สอน วิธีการสร้างบล็อค พร้อมทั้งมีเนื้อหาคำแนะนำในการตกแต่ง การตั้งค่า แก้ไข การปรับปรุงBlogให้น่าสนใจ การสร้างบทความที่มีลูกเล่นหลากหลาย ทำให้บทความในบล็อคนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ใช้งานใหม่

***********

2.http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pookhakaeบล็อกแม่ปู ภาพสวย มีขั้นตอนในการทำละเอียดยิบ ทั้งอาหารไทย อาหารต่างประเทศ ขนมไทยต่างๆ เรียกได้ว่า บอกขั้นตอนการทำแบบไม่หวงสูตรกันเลย
***********
3.http://mediathailand.blogspot.com/
mediathailand : Education ที่นำเสนอสาระ เรื่องราว ความรู้ด้านการศึกษา และที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา สำหรับผู้ใช้ Application ภายใต้ร่มเงาของ Google ซึ่งรวมถึง Blogger
***********


4.http://il-tea2014.blogspot.com/
บล็อคดาวโหลดซอฟแวร์เถื่อนที่ปลอดภัยมาก ขึ้นชื่อว่าโปรแกรมเถื่อน อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจหลายๆคนเสมอไป แต่เชื่อเถอะว่า บางโปรแกรมที่เราต้องการใช้งานจริงๆ คนไทยไม่สามารถหาชื้อของลิขสิทธ์ได้ทันใจ ทางเลือกการใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนจึงเป็นทางออกชั่วคราวของผู้ใช้งาน


***********
5.http://pooksap.blogspot.com/
เรียนรู้สื่อการสอน ยุค ICT สารสนเทศเพื่อการค้นคว้า
1.ความหมายของสารสนเทศ
2.ความสาคัญของสารสนเทศ
3.ทิศทางสารสนเทศ
4.บทบาทของสารสนเทศ
5.ลักษณะของสารสนเทศ
6.แหล่งสารสนเทศ
7.ทรัพยากรสารสนเทศ 
8.ทักษะการรับรู้สารสนเทศ 
9.กำหนดความต้องการสารสนเทศ 
10.การแสวงหาและสืบค้นสารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
***********


ประโยชน์ของ Weblog
     1. ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้การเขียน blog สำหรับบันทึกเรื่องราวข่าวสารความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆในสิ่งที่ผู้เล่าสนใจเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในสมองลงสู่ตัวหนังสือการเขียนต้องมีอิสระทางความคิดในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองจะช่วยอำนวยให้การดึงเอาความรู้ฝังลึกถูกแสดงออกมาได้โดยไม่ยากนักน็และการเขียน blog อยู่เป็นประจำก็จะสามารถนำมาสู่การสร้างขุมความรู้( KnowledgeAssets ) อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบการเก็บรวบรวมและการแก้ไขหรือเพิ่มเติมความรู้ก็ทำได้โดยสะดวก รวดเร็ว
2. เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้โดยหลักการของ blog คือการเผยแพร่เรื่องราวที่ผู้เขียนเขียนไว้บน blog เพื่อแสดงตัวตนของผู้เขียนออกสู่สาธารณชนซึ่งนั่นหมายถึง blog ย่อมมีความสามารถในการสนับสนุนการเข้าถึงความรู้ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วทันทีที่ผู้เขียนมีการเพิ่มเติมหรือแก้ไขความรู้ที่มีอยู่บน blog ไฟล์ RSS ก็จะทำการดึงเอาเนื้อหานั้น ๆ มาใส่ไว้ในไฟล์ด้วยทันที
3. เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนความรู้การเขียน blog จะอนุญาตให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อความรู้ที่ผู้เขียนถ่ายทอดลงไปใน blog และผู้เขียนได้เขียนโต้ตอบต่อความคิดเห็นนั้น ๆในลักษณะของการสนทนาเพื่อหาความแตกฉานในตัวความรู้ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันสกัดความรู้ฝังลึกได้อย่างดี
4. เป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้ ผู้ชำนาญการ และชุมชนปฏิบัติการเขียนและอ่าน blog เป็นวิธีการค้นหาความรู้ช่วยให้ค้นพบผู้มีความรู้ความชำนาญในด้านต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะโดยการเขียน blog ที่มักอ้างถึง blog อื่น ๆโดยการโยงลิค์ไปหาบทความหรือบันทึกนั้น ๆ อีกทั้งลิค์ที่ผู้เขียนบรรจุไว้ใน blog ซึ่งอยู่นอกตัวบทความ หรือการร่วมเป็นสมาชิกของ blog ชุมชน
5. เป็นเครื่องมือในการรวบรวมและแยกแยะประเภทของความรู้ สกัดแก่นความรู้ และสร้างความสัมพันธ์ของความรู้วิธีการหนึ่งที่ระบบ blog โดยทั่วไปนำมาใช้ในการรวบรวมและแยกประเภทของของบันทึกคือการให้ผู้เขียนระบุหมวดหมู่หรือคีย์เวิร์ดของบันทึกนั้น ๆ ไว้ซึ่งบันทึกหนึ่ง ๆ อาจมีความเหมาะสมในการแยกหลายหมวดหมู่ถือเป็นการสกัดแก่นความรู้จากขุมความรู้ โดยที่ตัวผู้เขียนเองอาจจะดึงเอาคีย์เวิร์ดของชุมชนที่ถูกรวบรวมผู้ใช้หลายคน
6. เป็นเครื่องมือในการสร้างลำดับความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้โดยผู้นำเอาความรู้นั้นไปใช้สิ่งที่นักปฏิบัติด้านการจัดการความรู้อยากให้เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้มีการจัดการความรู้ ก็คือ การที่มีผู้อื่นนำเอาความรู้นั้น ๆไปใช้ให้เกิดผลและนำผลมาปรับปรุงความรู้เดิมให้เกิดความรู้ตัวใหม่หรือทำให้ความรู้นั้น ๆมีความถูกต้องมีหลักฐานที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ระบบ blog ประกอบกับเทคโนโลยีในการ พัฒนาเว็ปในปัจจุบัน สามารถสร้างระบบ Rating หรือระบบการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของความรู้หนึ่ง ๆได้โดยตรงจากผู้อ่าน blogซึ่งอาจจะเป็น ผู้ที่ได้นำเอาความรู้นั้นๆไปใช้เองอีกด้วย หรือการแสดงสถิติต่างๆของ blog เช่นบันทึกที่ได้รับการแสดงข้อคิด เห็นมากที่สุด หรือบันทึกที่มีผู้อ่านมากที่สุด ก็สามารถเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้ได้ในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน
7. ใช้เป็นเครื่องมือแสดงรายละเอียดของแก่นความรู้อย่างเป็นระบบซึ่งนักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “Imagination is more important than knowledge.”การไม่หยุดคิดที่จะวิจัยและพัฒนาเครืองมือเทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบของระบบการจัดการกับความรู้เป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เกิดขึ้นได้ เช่น ในปัจจุบันระบบ blog ถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับเสริมสร้างประสิทธิภาพในการเล่าเรื่องซึ่งถือเป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการจัดการความรู้แต่เพื่อที่จะสกัดความรู้ฝังลึกที่มีความซับซ้อนการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว หรือการร่วมช่วยกันเล่าก็ตามก็อาจจะยังไม่สามารถสกัดเอาความรู้ออกมาได้หมด เพราะความสับสนและความไม่มีรูปแบบในตัว ของความรู้เอง ดังนั้นเทคโนโลยีที่น่าจะสามารถช่วยจัดการความรู้ประเภทนี้ได้ ก็เช่น Rule-based reasoning หรือ Fuzzy logic เพื่อ ใช้ในการทำเหมืองความรู้ ( Knowledge mining ) เป็นต้น

8. เป็นศูนย์ความรู้ขององค์การเพราะให้พนักงานและบุคลากร แต่ละคนเขียน blog ส่วนตัวไว้หากพนักงานและบุคลากรท่านนั้นลาออกไปความรู้ยังคงอยู่ที่องค์กรให้รุ่นน้องศึกษาไปโดยการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเฉพาะTacitKnowledge เขียนออกมาเป็นเรื่องเล่า”

5. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย

บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
ความหมายบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย

วูแกน (Vaughan, 1993 อ้างถึงใน พัลลภ  พิริยะสุรวงศ์, 2541)  ได้ให้ความหมายว่ามัลติมีเดีย  คือการใช้คอมพิวเตอร์สื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art) เสียง (Sound) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ เป็นต้นถ้าผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อเหล่านี้ให้แสดงออกมาตามต้องการไดระบบนี้จะเรียกว่ามัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia)

ยืน  ภู่วรวรรณ  (2531 : 121)  ได้ให้ความหมายว่า  หมายถึง  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้นำเนื้อหาวิชาและลำดับวิธีการสอนมาบันทึกเก็บไว้  คอมพิวเตอร์จะช่วยนำบทเรียนที่เตรียมไว้อย่างเป็นระบบมาเสนอในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนแต่ละคน

พรพิไล  เลิศวิชา  (2544 : 7)  ได้ให้ความหมายว่า  มัลติมีเดียได้อาศัยนำเอาข้อความ  ภาพและเสียงในรูปแบบต่างๆ  มาบันทึกไว้ในรูปข้อมูลดิจิตอล  แล้วนำข้อมูลนั้นมาแปลงกลับแสดงผลเป็นข้อความ  และภาพทางจอภาพ  เสียงทางลำโพง  ผสมผสานกัน  พร้อมกับควบคุมการแสดงผลของสื่อเหล่านั้น  โดยซอฟต์แวร์ (Softwaer) หรือโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์ (Program) ทำให้สื่อเหล่านั้นมีลักษณะพิเศษขึ้น  มีพลังในการสื่อสารอย่างมีชีวิตชีวามากกว่าที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์อื่น

ทวีศักดิ์  กาญจนสุวรรณ  (2546 : 2)  ได้ให้ความหมายว่า  การนำเอาองค์ประกอบของสื่อลักษณะต่างๆมาผสมผสานเข้าด้วยกัน  ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร (Text) ภาพนิ่ง (Image) ภาพเคลื่อนไหวหรืออะนิเมชัน (Animation) เสียง (Sound) และวีดิทัศน์ (Video) โดยผ่านกระบวนการทางระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสื่อความหมายกับผู้ใช้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive  Multimedia)  และได้บรรลุตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

จากความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียสรุปได้ว่า  บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียหมายถึงการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน  การนำเอาคุณสมบัติของสื่อหลากหลาย  คือเสียง  ภาพกราฟิก  ภาพเคลื่อนไหว  วีดิทัศน์  ดนตรี  มาใช้ร่วมกันและควบคุมการแสดงผลด้วยซอฟต์แวร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบมัลติมีเดีย

องค์ประกอบมัลติมีเดีย (ทวีศักดิ์  กาญจนสุวรรณ, 2546 : 3-7)  สามารถจำแนกองค์ประกอบของสื่อต่างๆได้เป็น  5 ชนิด  ประกอบด้วย  ข้อความหรือตัวอักษร (Text)

ภาพนิ่ง (Still Image)  ภาพเคลื่อนไหว (Animation)  เสียง (Sound)  และวิดีโอ (Video)

นำเอาองค์ประกอบทั้งห้ามาผสมผสานเข้าด้วยกัน  เพื่อใช้สำหรับการปฏิสัมพันธ์หรือโต้ตอบ(Interaction) ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้  ซึ่งถือได้ว่า  เป็นกิจกรรมที่ผู้ใช้สามารถเลือกกระทำต่อมัลติมีเดียได้ตามต้องการ  ตัวอย่างเช่น  ผู้ใช้ได้ทำการเลือกรายการและตอบคำถามผ่านทางจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์  จากนั้นระบบคอมพิวเตอร์ก็จะทำการประมวลผล  แล้วแสดงผลลัพธ์ย้อนกลับผ่านทางจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นระบบคอมพิวเตอร์ก็จะทำการประมวลผล  แล้วแสดงผลลัพธ์ย้อนกลับผ่านทางจอภาพให้ผู้ใช้เห็นอีกครั้ง
computer

1.  1 ข้อความหรือตัวอักษร (Text)

ข้อความหรือตัวอักษรถือว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของมัลติมีเดีย  ระบบมัลติมีเดียที่นำเสนอผ่านจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์  นอกจากนี้จะมีรูปแบบและสีของตัวอักษรให้เลือกมากมายตามความต้องการแล้วยังสามารถกำหนดคุณลักษณะของการมีปฏิสัมพันธ์ (โต้ตอบ) ในระหว่างการนำเสนอได้อีกด้วย
1.2 ภาพนิ่ง (Still Image)

ภาพนิ่งเป็นภาพที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพถ่าย  ภาพวาด  ภาพลายเส้น  เป็นต้น  ภาพนิ่งนับว่ามีบทบาทต่อระบบงานมัลติมีเดียมากกว่าข้อความหรือตัวอักษรทั้งนี้  เนื่องจากภาพจะให้ผลในเชิงการเรียนรู้หรือรับรู้ด้วยการมองเห็นได้ดีกว่า  นอกจากนี้  ยังสามารถถ่ายทอดความหมายได้ลึกซึ้งมากกว่าข้อความหรือตัวอักษรนั่นเอง  ซึ่งข้อความหรือตัวอักษรจะมีข้อจำกัดทางด้านความแตกต่างของแต่ละภาษา  แต่ภาพนั้นสามารถสื่อความหมายได้ทุกชนชาติ  ภาพนิ่งมักจะแสดงอยู่บนสื่อชนิดต่างๆ เช่น  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์หรือวารสารวิชาการ  เป็นต้น
1.3  ภาพเคลื่อนไหว (Animation)

ภาพเคลื่อนไหว หมายถึง ภาพกราฟิกที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงขั้นตอนหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เช่นการเคลื่อนที่ของอะตอมภายในโมเลกุล  หรือการเคลื่อนที่ของลูกสูบของเครื่องยนต์ เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดแรงจูงใจจากผู้ชม  การผลิตภาพเคลื่อนไหวจะต้องใช้โปรแกรมที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางซึ่งอาจมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่บ้างเกี่ยวกับขนาดของไฟล์  ที่ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่าภาพนิ่งหลายเท่านั่นเอง

1.4 เสียง (Sound)

เสียงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของมัลติมีเดีย  โดยจะถูกจัดเก็บอยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตอล  ซึ่งสามารถเล่นซ้ำกลับไปกลับมาได้  โดยใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับทำงานด้านเสียง  หากในงานมัลติมีเดียมีการใช้เสียงที่เร้าใจและสอดคล้องกับเนื้อหาในการนำเสนอ  จะช่วยให้ระบบมัลติมีเดียนั้นเกิดความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความน่าสนใจและน่าติดตามในเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้  เนื่องจากเสียงจะมีอิทธิพลต่อผู้ใช้มากกว่าข้อความหรือภาพนิ่งนั่นเอง  ดังนั้น  เสียงจึงเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับมัลติมีเดียซึ่งสามารถนำเข้าเสียงผ่านทางไมค์โครโฟน  แผ่นซีดี  เทปเสียง  และวิทยุ  เป็นต้น
1.5  วิดีโอ (Video)

วีดีโอเป็นองค์ประกอบของมัลติมีเดียที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก  เนื่องจากวีดีโอในระบบดิจิตอลสามารถนำเสนอข้อความ  หรือรูปภาพ (ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว) ประกอบกับเสียงได้สมบูรณ์มากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม  ปัญหาหลักของการใช้วีดิโอด้วยเวลาที่เกิดขึ้นจริง(Real Time) จะต้องประกอบด้วยจำนวนภาพไม่ต่ำกว่า 30 ภาพต่อวินาที (Frame/Second)  ถ้าหากการประมวลผลภาพดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการบีบอัดขนาดสัญญาณมาก่อน  การนำเสนอภาพเพียง1 นาที  อาจต้องใช้หน่วยความจำมากกว่า 100 MB ส่งผลให้ไฟล์มีขนาดใหญ่เกินไป  ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานด้อยตามไปด้วย  จนกระทั่งเทคโนโลยีการบีบอัดขนาดของภาพได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ภาพวีดิโอสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  และกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบมัลติมีเดีย (Multimedia System)

ประเภทของสื่อมัลติมีเดีย

เนื่องจากมัลติมีเดีย เป็นเทคโนโลยีของสื่อหลากหลายสื่อ สามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้ (NECTEC, 2546)

1.  เทคโนโลยีเกี่ยวกับเสียง (Audio Technology) ซึ่งรวมทั้งเสียงพูด และเสียงดนตรี ตั้งแต่การประมวลผล การแสดงผล การจัดการต่างๆ เช่น การบีบอัดสัญญาณ การสื่อสาร การส่งสัญญาณ

2.  เกี่ยวกับวีดิโอ (Video Technology) อันได้แก่ การประมวลผล การปรับแต่ง การใช้งาน การเรียกหา สืบค้น การส่งกระจาย มาตรฐานการบีบอัดสัญญาณ การเข้ารหัสและถอดรหัส การส่งข้อมูล การทำงานร่วมกับสื่ออื่นๆ

3.  เทคโนโลยีรูป (Image Technology) เป็นการพัฒนาและประยุกต์ใช้ภาพ การจัดการฟอร์แมต คลังภาพ การค้นหา การสร้าง และตกแต่งภาพ

4.  เทคโนโลยีข้อความ (Text Technology) เกี่ยวกับข้อความหรือตัวอักษร ทั้งการใช้ และลักษณะรูปแบบของข้อความแบบต่างๆ

5.  เทคโนโลยีภาพเคลื่อนไหวและภาพสามมิติ  (Animation & 3D Technology) เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการแสดงผลด้านภาพเคลื่อนไหว ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ การสร้างภาพ

เสมือนจริง (VR-Visual Reality) การสร้าง ตกแต่ง ประมวลผล การใช้งาน

6.  เทคโนโลยีการพัฒนา (Authoring System Technology) คือ เทคโนโลยีที่ได้พัฒนาเพื่อสร้างเครื่องมือสำหรับงานพัฒนามัลติมีเดีย ในรูปของซอฟต์แวร์ช่วยในการนำข้อมูล เนื้อหา (Content) เข้าไปเก็บตามสื่อรูปแบบต่างๆ ที่วางไว้ เพื่อนำเสนอ เช่น การใช้เครื่องมือต่างๆ หรือการสร้างเครื่องมือใหม่ๆ

7. เทคโนโลยีกับระบบการศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อนำเอาเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาประยุกต์ใช้กับระบบการศึกษา  ในรูปของ CAI-Computer Aided Instruction, CBT-Computer Based Training ตลอดจนงานประชาสัมพันธ์  โฆษณา สร้างภาพยนตร์

8.  เทคโนโลยีการผลิต (Publishing Technology) เป็นการนำเอามัลติมีเดียมาใช้ด้าน

งานพิมพ์ เพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้กับงานพิมพ์ มีรูปแบบที่โดดเด่น และนำเสนอ หรือพิมพ์ลงสื่อได้หลายรูปแบบ เช่น DTP-Desktop Publishing, CD-Rom Title & Publishing

9.  เทคโนโลยีการกระจาย (Broadcasting & Conferencing) ส่งเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูล เผยแพร่สัญญาณ เช่น Conference, Multicasting Backbone เป็นต้น

10.  เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล (Storage Technology) เนื่องด้วยข้อมูลด้านมัลติมีเดียมักจะมีขนาดโต ทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับสื่อบันทึกข้อมูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเกี่ยวกับรูปแบบของสื่อ รูปแบบการบีบอัดข้อมูล รูปแบบการบันทึกข้อมูล

11. เทคโนโลยี WWW & Hyper Text โดยจะช่วยให้เกิดการเผยแพร่สื่อมัลติมีเดียในรูปแบบที่นิยมมากที่สุดและเร็วที่สุดผ่านระบบ WWW  และมีระบบโต้ตอบด้วยเทคโนโลยี  Hyper Text & HyperMedia

12. เทคโนโลยีคลังข้อมูล (Media Archives) ซึ่งเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมากๆ และการเรียกค้นภายหลัง เช่น Photo & Image Server, AVI archives เทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้น  เป็นส่วนประกอบที่สำคัญกับเทคโนโลยีมัลติมีเดีย  ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีมัลติมีเดียมีคุณค่า  และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

ความสำคัญของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย

บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเป็นสื่อสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะเหตุว่า ผู้เรียนสามารถตอบสนองกับบทเรียนได้ และทราบผลการตอบสนองนั้น ตัวสื่อที่นำเสนอก็มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว มีเสียงและภาพประกอบด้วย สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นตัวกระตุ้นและการเสริมแรงที่สำคัญ ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเกิดความสนใจ และในที่สุดก็จะเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ข้อดีอีกประการคือ สามารถจัดไว้เพื่อให้ใครก็ได้ไปใช้ และบางเรื่องก็สามารถจัดเพื่อตอบสนองความแตกต่างระว่างบุคคลของผู้เรียนได้ด้วย

บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเป็นวิถีทางของการสอนรายบุคคล  โดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์จัดหาประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กัน  มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับต่างกันด้วย บทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม  นับเป็นการสอนรายบุคคลอย่างแท้จริงการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในลักษณะเป็นผู้สอน ได้แนวคิดมาจากการสอนแบบโปรแกรมหรือ Programmed Instruction แต่การใช้คอมพิวเตอร์มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่าการสอนแบบโปรแกรม โดยสามารถใช้ในการโต้ตอบกับผู้เรียน มีการเคลื่อนไหวของภาพกราฟิก ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่าสื่อและวิธีการสอนแบบอื่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ถูกสร้างและเขียนโปรแกรมขึ้นมา โดยผู้ชำนาญในการเขียนโปรแกรมและผู้ชำนาญการสอนในสาขาวิชานั้นๆ คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่และมีบทบาทในการเสนอบทเรียนและเนื้อหา ผู้เรียนเป็นผู้ตอบสนองโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นผู้ประเมินผลจากการโต้ตอบของผู้เรียน ผลการประเมินจะช่วยเป็นเครื่องตัดสินว่า ผู้เรียนจะผ่านไปเรียนเนื้อหาลำดับต่อไปหรือไม่

บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับบทเรียนโปรแกรม แต่บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียมีประสิทธิภาพในการเรียนการสอนดีกว่าบทเรียนโปรแกรมหลายประการ ข้อดีของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียคือ ผู้เรียนไม่สามารถแอบดูคำตอบหรือเฉลยได้ เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียสามารถซ่อนคำตอบไว้จนกว่าผู้เรียนจะปฏิบัติกิจกรรมเสร็จ และคอมพิวเตอร์ป้อนกลับ (Feedback) ได้รวดเร็ว ทำให้ผู้เรียนทราบผลการเรียนของตนทันที (นิพนธ์ ศุขปรีดี, 2531 : 25)

เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนต้องใช้ความสามารถของตนเองในการทำความเข้าใจบทเรียน ดังนั้นการออกแบบจึงเป็นเรื่องสำคัญจะต้องเลือกใช้รูปแบบการเสนอเนื้อหาที่ชัดเจน และผู้เรียนสามารถแปลความหมายได้ เพราะจะมีผลช่วยทำให้การเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ การเร้าความสนใจโดยตัวบทเรียน

รูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย

บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่หลายรูปแบบ นักวิชาการ และนักการศึกษาทั้งต่างประเทศและในประเทศ ได้แบ่งประเภทตามลักษณะการใช้ออกเป็นประเภทต่างๆ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

1.  ใช้เพื่อการสอน (Teaching) เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาในลักษณะของบทเรียนโปรแกรม เป็นการเรียนการสอนของครู กล่าวคือ จะมีบทนำ (Introduction) และมีคำอธิบาย (Explanation) ซึ่งประกอบด้วยตัวทฤษฎี กฎเกณฑ์ คำอธิบาย และแนวคิดที่จะสอน หลังจากที่นักเรียนได้ศึกษาในแง่ต่างๆ แล้วมีการแสดงผลย้อนกลับ (Feedback) การกระทำของนักเรียนว่า ทำได้เพียงไร อย่างไรเพื่อให้ครูผู้สอนมีข้อมูลในการเสริมความรู้ให้กับนักเรียนบางคนได้

2.  ใช้ในการฝึกและปฏิบัติ (Drill and Practice) แบบการฝึกและแบบปฏิบัตินี้ส่วนใหญ่จะใช้เสริม เมื่อครูผู้สอนได้สอน ได้สอบบทเรียนบางอย่างแล้ว จากนั้นให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเพื่อวัดระดับหรือให้นักเรียนมาฝึกจนถึงระดับที่ยอมรับได้ บทเรียนประเภทนี้จึงประกอบด้วย คำถาม คำตอบที่จะให้นักเรียนทำแบบฝึกและปฏิบัติ การเตรียมคำถามจึงจะต้องเตรียมไว้มากๆ ซึ่งผู้เรียนควรจะได้สุ่มขึ้นมาเอง โดยสามารถจำคำตอบหรือแอบไปดูคำตอบมาก่อน หรือจำได้จากการทำในครั้งแรก อาจต้องใช้หลักจิตวิทยาเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนอยากทำและตื่นเต้นกับการทำแบบฝึกหัดนั้น ซึ่งอาจแทรกรูปภาพเคลื่อนไหวหรือคำพูดโต้ตอบ รวมทั้งอาจมีการแข่งขัน เช่น จับเวลา หรือสร้างรูปแบบให้ตื่นเต้นจากการมีเสียง เป็นต้น

3.  สถานการณ์จำลอง (Simulations) โปรแกรมประเภทนี้ เป็นโปรแกรมที่จำลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ในชีวิตจริงของผู้เรียน โดยมีเหตุการณ์สมมติต่างๆ อยู่ในโปรแกรม และนักเรียนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือจัดกระทำ (Manipulate) ได้ สามารถมีการโต้ตอบและมีตัวแปรหรือทางเลือกหลายๆ ทาง เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกได้อย่างสุ่มเพื่อศึกษาผลที่เกิดจากทางเลือกเดียวเหล่านั้น  นอกจากนั้นในบทเรียนการสร้างภาพพจน์เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น  การทดลองทางห้องปฏิบัติการในการเรียนการสอนจึงมีความสำคัญ แต่หลายวิชาไม่สามารถทดลองให้เห็นจริงได้ เช่น  การเคลื่อนที่ของลูกปืนใหญ่ การเดินทางของเสียง การหักเหของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือปรากฏการณ์ทางเคมี รวมทั้งชีววิทยาที่ต้องใช้เวลานานหลายวันจึงปรากฏผล  ปัญหาเหล่านี้สามารถใช้คอมพิวเตอร์จำลองแบบให้ผู้เรียนได้เห็นจริงและเข้าใจได้ง่าย

4.  ใช้ในการสนทนา (Dialogue) เป็นการเรียนการสอนแบบการสอนในห้องเรียนคือ พยายามให้เป็นการพูดคุยระหว่างผู้สอนและผู้เรียน เพียงแต่ว่าแทนที่จะใช้เสียงก็เป็นอักษรบนจอภาพ แล้วมีการสอนด้วยการตั้งปัญหาถาม ลักษณะการใช้แบบทดสอบถามก็เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง เช่น บทเรียนวิชาเคมี อาจถามหาสารเคมีบางชนิด ผู้เรียนอาจโต้ตอบโดยการใส่ชื่อสารเคมีให้เป็นคำตอบ

5.  ใช้ในการไต่ถาม (Inquiry) บทเรียนคอมพิวเตอร์สามารถใช้ในการค้นหาข้อเท็จจริง มโนทัศน์ หรือข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ในแบบให้ข้อมูลข่าวสารนี้ บทเรียนคอมพิวเตอร์จะมีแหล่งเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์ ซึ่งสามารถแสดงได้ทันที เมื่อผู้เรียนต้องการด้วยระบบง่ายๆ ที่ผู้เรียนสามารถทำได้เพียงแต่กดหมายเลขหรือใส่รหัส หรือใช้ตัวย่อยของแหล่งข้อมูลนั้นๆ การใส่รหัสหรือหมายเลขของผู้เรียนนี้ จะทำให้คอมพิวเตอร์แสดงข้อมูล ซึ่งจะตอบคำถามของผู้เรียนได้ตามความต้องการ

6.  ใช้ในการสาธิต (Demonstration) การสาธิตโดยใช้คอมพิวเตอร์ มีลักษณะคล้ายกับการสาธิตของครู แต่การสาธิตโดยใช้คอมพิวเตอร์จะน่าสนใจกว่า เพราะคอมพิวเตอร์ใช้เส้นกราฟที่สวยงาม ตลอดทั้งสีและเสียง ครูสามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อสาธิตเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ได้หลายแขนง เช่น สาธิตเกี่ยวกับการโคจรของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ การหมุนเวียนของโลหิต การสมดุลของสมการ เป็นต้น

7.  การแก้ปัญหา (Problem Solving) บทเรียนคอมพิวเตอร์ประเภทนี้จะเน้นให้ฝึกคิดตัดสินใจ ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์แต่ละข้อ เช่น ในวิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาคณิตศาสตร์ ผู้เรียนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจ และมีความสามารถในการแก้ปัญหาคือ ผู้เรียนจะต้องเลือกสูตรมาใช้ให้ตรงกับปัญหา ผู้เรียนอาจต้องทดเลขในกระดาษคำตอบก่อนที่จะเลือกข้อที่ถูกได้ ซึ่งการทำเช่นนี้ผู้สอนอาจไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบที่ถูกเพียงอย่างเดียว ยังต้องการขั้นตอนที่ผู้เรียนทำ เช่น ถ้าเลือกข้อ ข.แปลว่า ใช้สูตรผิด ถ้าเลือกข้อ ค.แปลว่า คำนวณผิด ถ้าเลือกข้อ ง.แปลว่า ไม่เข้าใจเลย เป็นต้น การแก้ปัญหาบางข้อกว่าที่ผู้เรียนจะตอบได้จะต้องใช้คอมพิวเตอร์นั้นช่วยแก้ปัญหาด้วย เพราะเป็นการคำนวณที่สลับซับซ้อน ซึ่งเท่ากับเป็นการวัดด้วยว่า ผู้เรียนมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์มากน้อยเพียงใด

8.  ใช้เป็นเกมส์ (Games) เกมส์คอมพิวเตอร์ที่ใช้เพื่อการเรียนการสอนนั้น เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อเร้าใจผู้เรียนได้เป็นอย่างดี โปรแกรมประเภทนี้เป็นแบบพิเศษของแบบจำลองสถานการณ์ โดยมีเหตุการณ์ที่มีการแข่งขัน ซึ่งสามารถที่จะเล่นได้ โดยนักเรียนเพียงคนเดียวหรือหลายคน มีการแข่งขันและการร่วมมือ มีการให้คะแนน มีการแพ้ชนะ อย่างไรก็ตามการเขียนโปรแกรมประเภทนี้ต้องระวังให้มีคุณค่าทางการศึกษา โดยต้องมีจุดมุ่งหมายเนื้อหาและขบวนการที่เหมาะสมกับหลักสูตร

9.  การทดสอบ (Testing Application) การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มักต้องรวมการทดสอบเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนไปด้วย โดยผู้ทำจะต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆ คือ การสร้างข้อสอบ การจัดการสอน การตรวจให้คะแนนวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ การสร้างคลังข้อสอบ และการจัดให้ผู้สอนสุ่มเลือกข้อสอบเองได้ จะเห็นได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่นำไปใช้กับการเรียนการสอนแต่ละประเภทนั้น จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้

10.  แบบรวมวิธีการต่างๆ เข้าด้วยกัน (Combination) คอมพิวเตอร์สามารถสร้างวิธีการสอนหลายแบบรวมกันได้ตามธรรมชาติของการเรียนการสอน  ซึ่งมีความต้องการวิธีการสอนหลายๆแบบ ความต้องการนี้จะมาจากการกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอน ผู้เรียนหรือองค์ประกอบและภารกิจต่างๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมหนึ่งๆ อาจจะมีทั้งลักษณะที่ใช้เป็นการสอน (Teaching) เกมส์ (Games ) การไต่ถาม (Inquiry) รวมทั้งการแก้ปัญหา (Problem Solving) และการฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice)

ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย

ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียได้รับการพัฒนามาจากบทเรียนสำเร็จรูป ซึ่งเป็นการสอนแบบโปรแกรม บทเรียนจะมีลักษณะสำคัญๆ (ทักษิณา สวนานนท์, 2530 : 211-213) ดังนี้

1.  เริ่มจากสิ่งที่รู้ไปถึงสิ่งที่ไม่รู้ จัดการสอนในเนื้อหาเรียงไปตามลำดับ (Linear Sequence) เริ่มจากเรื่องที่ผู้เรียนรู้แล้วไปจนถึงเรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ โดยทำเป็นกรอบ (Frame) หลายๆ กรอบผู้เรียนจะค่อยๆ เรียนไปทีละกรอบตามลำดับจากง่ายไปสู่ยาก

2.  เนื้อหาที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นนั้น จะต้องเพิ่มขึ้นทีละน้อย ค่อนข้างง่าย และมีสาระใหม่ไม่มากนัก ความเปลี่ยนแปลงในแต่ละกรอบจะต้องสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

3.  แต่ละกรอบจะต้องมีการแนะนำความรู้ใหม่เพียงอย่างเดียว การแนะนำความรู้หรือเนื้อหาใหม่ๆ ทีละมากๆ จะทำให้ผู้เรียนสับสนได้ง่าย

4.  ในระหว่างการเรียนจะต้องให้ผู้เรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามไปด้วยเช่น ตอบคำถาม ทำแบบทดสอบ ไม่ใช่คิดตามเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้เบื่อ

5.  การเลือกคำตอบที่ผิด อาจทำให้ต้องกลับไปทบทวนกรอบของแบบเรียนเก่าหรือไม่ก็เป็นกรอบใหม่ที่อธิบายถึงความเข้าใจผิด  หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  หรือถ้าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ผู้เรียนจะได้เรียนเรื่องใหม่เพิ่มเติม

6.  การเรียนโดยวิธีนี้ทำให้ผู้เรียนเรียนได้ตามความสามารถของตนเอง  จะใช้เวลาในการทบทวนบทเรียนหรือคิดคำตอบแต่ละข้อนานเท่าใดก็ได้ผู้เรียนจะไม่รู้สึกถูกกดดันด้วยกำหนดเวลาที่จะต้องรอเพื่อน หรือตามเพื่อนให้ทัน  เป็นการเรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์

7.  การเรียนในลักษณะนี้เป็นการเรียนโดยเน้นที่ความถนัดของแต่ละบุคคล  แต่ละคนจะมีความถนัดแตกต่างกัน แม้แต่ในวิชาเดียวกันการเรียนบทเรียนแต่ละบทเรียนก็จะใช้เวลาไม่เท่ากัน

8.  ในการเสนอบทเรียนลักษณะนี้ การทำสรุปท้ายบทเรียนแต่ละบท จะทำให้ผู้เรียนได้วัดผลตนเอง ประเมินผลการเรียนการสอนของนักเรียนว่า บรรลุตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่

9.  การทำกรอบบทเรียนแต่ละบทนั้น ถ้าทำได้ดีเราจะสามารถวิเคราะห์คำตอบได้ด้วย

ประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคน อาจทำให้คำตอบแตกต่างกันออกไป เราสามารถวิเคราะห์จากคำตอบของนักเรียนได้ว่า การเลือกคำตอบข้อนั้นๆ ถ้าเป็นคำตอบที่ผิดเป็นเพราะอะไร

10.  การกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ปลายทางว่าต้องการให้ผู้เรียนได้รู้อะไรบ้าง จะช่วยให้การแบ่งเนื้อหา ซึ่งจะต้องเรียนไปตามลำดับทำได้ดีขึ้น ไม่ออกนอกลู่นอกทางโดยไม่จำเป็น

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย

ในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียนั้นต้องใช้เวลามากในการพัฒนา ทั้งนี้เพราะเป็นโปรแกรมที่ต้องนำภาพกราฟิกและสื่อเสียง รวมทั้งเทคนิควิธีต่างๆ มาผสมผสานกับแนวทางในการสอน  ลำดับขั้นตอนต่างๆ ในการพัฒนาโปรแกรมก็เป็นสิ่งที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ดังนั้น ในปัจจุบันจึงไม่เป็นที่แปลกเลยที่จะพบปัญหาต่างๆ มากมายในโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพของโปรแกรมที่ยังไม่ดีพอ โดยสาเหตุหลักก็คือ ขาดการวางแผนในการพัฒนา เพื่อให้การพัฒนาโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเป็นไปอย่างมีเป้าหมายมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้งานได้จริง คุ้มค่ากับเวลาและการลงทุน ดังนั้น จึงได้มีการสร้างแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เป็นขั้นตอนตามลำดับ (พิทักษ์ ศีลรัตนา, 2531 : 21-25) ดังนี้

1.  วิเคราะห์เนื้อหา

2.  ศึกษาความเป็นไปได้

3.  กำหนดวัตถุประสงค์

4.  ลำดับขั้นตอนการทำงาน

5.  การสร้างโปรแกรม

6.  ทดสอบการทำงาน

7.  ปรับปรุงแก้ไข

8.  การประยุกต์ใช้ในห้องเรียน

9.  การประเมินผล

ซึ่งในขั้นตอนในข้อ 1 ถึงข้อ 4 เป็นขั้นตอนการออกแบบ หรือที่เรียกว่า Instruction Design ส่วนขั้นตอนในข้อที่ 5 ถึงข้อที่ 7 เป็นขั้นตอนการสร้าง หรือที่เรียกว่า Instruction Construction  และขั้นตอนในข้อ 8 ถึงขั้นตอนในข้อ 9 หรือที่เรียกว่า Instruction Implement

ข้อเสนอแนะในการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียเพื่อกระบวนการเรียนรู้หรือเป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็กตามแนวทางที่เสนอโดยนักการศึกษาสาย Constructivism ว่าควรใช้มัลติมีเดียอย่างไร (พรพิไล  เลิศวิชา,  2544 : 74)

1.  เป็นเครื่องมือสร้างภาพแทนข้อมูลตัวเลขในรูปกราฟต่างๆ  อธิบายหลักการคณิตศาสตร์  สมการและการพิสูจน์ต่างๆ

2.  ใช้แสดงผลของความสัมพันธ์  ที่สามารถกำหนดเงื่อนไขและค่าตัวแปรต่างๆได้  เพื่อทดลอง  สังเกต  และฝึกแก้ปัญหา

3.  ให้ทำตารางคำนวณ  (Spread Sheet)

4.  ใช้ในงานข้อมูล  งานสถิติ  ใช้เปรียบเทียบประมวลผลข้อมูลในงานต่างๆ

5.  ใช้เป็นฐานข้อมูล  บันทึก  รวบรวม  คัดเลือก  แยกหมวดหมู่ข้อมูลต่างๆทำดัชนีและระบบค้นหา

6.  ใช้สร้างงานสารานุกรมบนจอคอมพิวเตอร์ที่มีระบบเน้นอักษรขยายความ (Multimedia Interactive Hypertext Encyclopaedia)  ทำให้การค้นคว้าทำได้เร็วและได้ผลดี

7.  เป็น  Database Search Engine สำหรับการค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

8.  ใช้สร้างสิ่งแวดล้อม  จำลองสถานการณ์ (Simulation) สร้างภาพการทำงานจำลองระบบอื่นๆ

9.  เป็นเครื่องมือในการสาธิตระบบโต้ตอบต่างๆ

10.  เป็น Word Processor เตรียมเอกสาร  หรือเตรียมเนื้อหาต่างๆสำหรับงานพิมพ์

11.  เป็นเครื่องในการสาธิตระบบโต้ตอบต่างๆ

12.  ใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบระบบกลไกและอุปกรณ์ไฟฟ้า  ออกแบบโครงการงานสถาปัตยกรรม  หรือแม้กระทั่งออกแบบโมเลกุลสารอินทรีย์ในระดับซับซ้อน

13.  เป็นเครื่องมือสำหรับนักเรียนใช้ฝึกเขียนโปรแกรม

14.  ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างครู  ผู้ปกครอง  ผู้เชี่ยวชาญ  นักเรียน  นักศึกษา  และสมาชิกของชุมชน

--------------------------------------------------------------------
   สรุป "มัลติมีเดีย
“มัลติมีเดีย” หมายถึง การนำสื่อชนิดต่าง ๆ มาใช้รวมกันโดยการนำคอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อในการควบคุมให้สื่อต่างๆทำงานร่วมกับสื่อต่างๆ เช่น
1. ข้อความ (Text)
2. ภาพนิ่ง (Image)
3. ภาพเคลื่อนไหว (Animation)
4. เสียง (Sound)
5. วิดีโอ (Video)
   รูปแบบอาจแตกต่างกันไปตามธรรมชาติของบทเรียนสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใฝ่รู้ในเรื่องที่เรียน

ประโยชของมัลติมีเดีย
ง่ายต่อการใช้งาน
สัมผัสได้ถึงความรู้สึก
สร้างเสริมประสบการณ์
เพิ่มขีดความสามารถในการเรียนรู้
เข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น
คุ้มค่าในการลงทุน
เพิ่มประสิทธิผลในการเรียนรู้


การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาบทเรียน
การวิเคราะห์เนื้อหา ประเด็นสำคัญ
การเขียนสคลิปต์ดำเนินเรื่อง เขียนแผนผัง บทเรื่อง Storyboard
"

อ้างอิง https://thante.wordpress.com/2009/06/07/บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลต/
ผู้เขียน นายต่อพงศ์ จริยศิลป์ 26/11/2558

4.การงานอาชีพและเทคโนโลยี (Occupations and Technology)

การงานอาชีพและเทคโนโลยี (Occupations and Technology)


บทนำ
การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นวิชาที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนำความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทำ งานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ แข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทำงาน และมีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง มีความสุข

การงานอาชีพและเทคโนโลยีสำคัญอย่างไร?
ขณะนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นฝ่ายบริโภคเทคโนโลยี ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี ฉะนั้นเราจึงเป็นผู้รับที่ต้องคอยรอผู้ ผลิต ต้องตามฟัง ตามดูว่า ผู้ผลิตจะผลิตอะไรใหม่ๆขึ้นมา เพื่อจะรับเอา จึงเป็นผู้ถูกกำหนด ทั้งหมดนี้ก็เพราะเราเป็นผู้ บริโภคของที่ผู้อื่นผลิตและเราผลิตเองไม่ได้
การเสพบริโภค คือ กินนอนสบาย ใช้ของสำเร็จ ไม่ต้องทำอะไร คนที่ชอบความสุขจากการเสพบริโภคก็คือ คนที่อยากได้รับการบำรุงบำเรอโดยตัวเองไม่ต้องทำอะไร ส่วนคนที่เป็นนักผลิต จะมีจิตใจเข็มแข็ง ชอบทำ และมีความสุขจากการกระทำ จากการสร้างสรรค์ ดังนั้น หากถามเด็กไทยว่า เรามีนิสัยรักการผลิตหรือไม่ มีความเข้มแข็งทางปัญญา คือ ความใฝ่รู้ ถ้าอยากจะรู้อะไร ก็หาความรู้ในเรื่องนั้นอย่างอุทิศชีวิตให้เลย เด็กไทยของเรามีนิสัยอย่างนี้หรือไม่สาระของการศึกษาการงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงมิใช่แค่การรู้จักทำและรู้จักใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ แต่อยู่ที่การพัฒนาความใฝ่สร้างสรรค์ พร้อมทั้งความคิดสร้างสรรค์และฝีมือสร้างสรรค์ กล่าวคือ ความใฝ่ปรารถนาที่จะแก้ปัญหาและทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคมอย่าง แรงกล้า ที่ทำให้หาทางและเพียรพยายามนำเอาความรู้ที่ดีที่สุด มาจัดสรรประดิษฐ์นวัตกรรม ที่จะบัน ดาลผลให้สำเร็จประโยชน์สุขนั้น
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดเนื้อหาสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีไว้อย่างไร?
การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการทำงาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
  • การดำรงชีวิตและครอบครัว เป็นสาระเกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ในสภาพเศรษฐกิจที่พอเพียง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เน้นการปฏิบัติจริง จนเกิดความมั่นใจและภูมิใจในผลสำเร็จของงาน เพื่อให้ค้นพบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง
  • การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของมนุษย์อย่างสร้าง สรรค์ โดยนำความรู้มาใช้กับกระบวนการเทคโนโลยี สร้างสิ่งของ เครื่องใช้ วิธีการ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นสาระเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดต่อสื่อสาร การค้น หาข้อมูล การใช้ข้อมูลและสารสนเทศ การแก้ปัญหาหรือการสร้างงาน คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  • การอาชีพ เป็นสาระที่เกี่ยวข้องกับทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ เห็นความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม และเจตคติที่ดีต่ออาชีพ ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เห็นคุณค่าของอาชีพสุจริต และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ
เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการงานอาชีพและเทคโนโลยี?
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดคุณภาพผู้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไว้ ดังนี้
  • เข้าใจวิธีการทำงาน เพื่อช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว และส่วนรวม ใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือถูกต้องตรงกับลักษณะงาน มีทักษะกระบวนการทำงาน มีลักษณะนิสัยการทำงานที่กระตือรือร้น ตรงเวลา ประหยัด ปลอดภัย สะอาด รอบ คอบ และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • เข้าใจประโยชน์ของสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีความคิดในการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะในการสร้างของเล่น-ของใช้อย่างง่าย โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยี ได้แก่ กำหนดปัญหาหรือความต้องการ รวบรวมข้อมูล ออกแบบโดยถ่ายทอดความคิดเป็นภาพร่าง 2 มิติ ลงมือสร้างและประเมินผล เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างถูกวิธี เลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์ และมีการจัดการสิ่งของเครื่องใช้ด้วยการนำกลับมาใช้ซ้ำ
  • เข้าใจและมีทักษะการค้นหาข้อมูลอย่างมีขั้นตอน การนำเสนอข้อมูลในลักษณะต่างๆ และวิธีดูแลรักษาอุปกรณ์เทค โนโลยีสารสนเทศ
ครูสอนการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้ลูกอย่างไร?
  • ฝึกฝนทักษะการทำงาน มุ่งเน้นการทำงานในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ที่ว่าด้วยงานบ้าน งานเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ งานธุรกิจ และงานอื่นๆ ฝึกวิธีการทำงานด้วยตนเอง ตั้งแต่การวิเคราะห์งาน การวางแผนทำงาน การปฏิบัติงาน และการประเมินผลการทำงาน ทั้งทำงานเป็นรายบุคคลและทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้เด็กสามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมาย และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ด้วยการรู้จักบทบาทหน้าที่ภายในกลุ่ม มีทักษะในการฟัง-พูด มีคุณธรรมในการทำงานร่วมกัน สามารถสรุปผลและนำเสนอรายงาน ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้
    • การทำงานเพื่อช่วยเหลือตนเอง มุ่งเน้นการฝึกทำงานอย่างสม่ำเสมอ ทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นขั้นตอนตามกระบวน การทำงาน ด้วยความสะอาด รอบคอบ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความปลอดภัยในการทำงาน และเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของงาน เริ่มจากการแต่งกาย การเก็บของใช้ การหยิบจับและใช้ของใช้ส่วนตัว การจัด เตรียมอุปกรณ์การเรียน การทำความสะอาดรองเท้า กระเป๋านักเรียน การทำความสะอาดห้องเรียน การจัดโต๊ะ ตู้ ชั้นในห้อง เรียน
    • การทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เน้นบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบงานบ้านของสมาชิกในบ้าน การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงาน มีความกระตือรือร้น ตรงเวลา สามารถจัดสรรเวลาต่างๆให้สมดุลได้ ได้แก่ การจัด วาง เก็บเสื้อผ้า/รองเท้า การเลือกใช้เสื้อผ้า การช่วยครอบครัวเตรียม ประกอบอาหาร การล้างจาน การปัดกวาด เช็ดถูบ้านเรือน เป็นต้น
  • เสร้างนิสัยการเป็นผู้ผลิต ผู้สร้างสรรค์ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสวงหาข้อมูลความรู้ต่างๆ ด้วยการศึกษาค้นคว้า การรวบ รวม การสังเกต การสำรวจ และการบันทึก จัดลำดับความคิดหรือจินตนาการอย่างเป็นขั้นตอน นำไปสู่การวางแผน เกิดความคิด หาวิธีการแก้ปัญหา รู้จักสังเกต วิเคราะห์ สร้างทางเลือก และประเมินทางเลือก เพื่ออธิบายและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้า ใจ เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการแก้ปัญหาและสนองความ ต้องการอย่างสร้างสรรค์ โดยนำความ รู้มาใช้กับกระบวนการเทคโนโลยี สร้างสิ่งของเครื่องใช้ วิธีการ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้
    • การศึกษาสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ถูกสร้างมาให้มีรูปร่างแตกต่างกัน ตามหน้าที่ใช้สอย และฝึกฝนการใช้ให้ถูกวิธี ปลอดภัยต่อการทำงาน จนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว และถูกต้อง เช่น แปรงสีฟัน หม้อหุงข้าว กรร ไกร ปากกา ดินสอ ฯลฯ
    • การสร้างของเล่นหรือของใช้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่กำหนดปัญหาหรือความต้องการ รวบรวมข้อมูล ออกแบบ ถ่ายทอดความคิดเป็นภาพร่าง ๒ มิติ ๓ มิติ ก่อนลงมือสร้างและประเมินผล รวมถึงการนำสิ่งของกลับมาใช้ซ้ำ ลดการใช้ทรัพยากรหรือเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างเอกสารเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น บัตรอวยพร รายงาน นิทานประกอบภาพ เป็นต้น
    • นำเสนอข้อมูลหลากหลายวิธี หลากหลายลักษณะ เช่น นำเสนอหน้าชั้นเรียน จัดทำเอกสาร รายงาน ป้ายประกาศ สื่อคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
  • จัดประสบการณ์ในอาชีพต่างๆ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้เห็น ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมที่เกี่ยวกับอาชีพที่ตนเองถนัดและสน ใจ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการทำงานอาชีพ เห็นคุณค่าของงานอาชีพสุจริต และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เช่น การจัดนิทรรศการ บทบาทสมมติ ฯลฯ อันจะนำไปสู่การรู้จักตนเองด้านความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ ศักยภาพ วิสัยทัศน์ แนว โน้มด้านอาชีพที่ต้องการของตลาดแรงงาน ที่เหมาะสมกับความสนใจ ความถนัด และทักษะทางด้านอาชีพก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพ
พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้ลูกได้อย่างไร?
เวลานี้ เด็กหาความสุขจากการเสพเทคโนโลยีมาก การศึกษาตั้งแต่ในบ้านจะต้องมุ่งเน้นที่จะช่วยให้เด็กมีความสุขจากการใช้ เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ หรือความสุขจากการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี เด็กควรจะมีความสุขจากการใช้คอมพิว เตอร์สร้างสรรค์งานต่างๆ ไม่ติดอยู่กับการหาความสุขจากการใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกม ถ้าเด็กมีความสุขจากการศึกษาและสร้างสรรค์แล้ว เด็กจะพ้นจากวิถีทางที่ผิด ซึ่งนี้คือเนื้อแท้สำคัญของการศึกษา เป็นการแก้ปัญหา ทั้งการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศ ทั้งพัฒนาจิตใจและพัฒนาเศรษฐกิจ ความเป็นนักศึกษาและสร้างสรรค์ ทำให้ก้าวพ้นไปได้จากความสุขที่ขึ้นต่อสิ่งเสพ สู่อิสรภาพและความสุขที่สูงขึ้นไป เพราะคุณค่าของเทคโนโลยี มิใช่อยู่การได้มีสิ่งเสพบริโภคอำนวยความสะดวกสบาย แต่เทคโนโลยีมีคุณค่าอยู่ที่การพัฒนาคน คือ เป็นเครื่องช่วยเกื้อหนุนอำนวยโอกาสให้คนสามารถพัฒนาศักย ภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม นำชีวิตและสังคม เข้าถึงความสุขและอิสรภาพที่ลึกและกว้างยิ่งขึ้นไป
การศึกษาแท้ เริ่มที่บ้าน โดยพ่อแม่เป็นครูคนแรก ถ้าจะนำเด็กเข้าสู่การพัฒนาที่ถูกทาง เพื่อให้ได้ผลในการเสริมสร้างความใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก ความใฝ่ศึกษา ใฝ่สร้างสรรค์ ความเป็นนักผลิต นักสร้างสรรค์ และพร้อมกันนั้นก็จะได้ผ่อนลดอิทธิพลของค่า นิยมใฝ่เสพ วัฒนธรรมบริโภค ความอ่อนแอ เห็นแก่สะดวกสบาย และวิถีชีวิตที่เปิดกว้างสู่ทางแห่งการเสพยาเสพติด พ่อแม่ทุกบ้านนั่นเองจะต้องเริ่มต้น ถามลูกให้น้อยลงว่า อยากได้อะไรแต่ถามลูกให้มากขึ้นว่า อยากทำอะไร” “อยากรู้ว่าจะทำอย่างไรและจะต้องรู้อะไรแล้วพ่อแม่ก็คอยหนุนและให้ เพื่อสนองความใฝ่รู้และใฝ่สร้างสรรค์นี้ โดยช่วยโยงการรู้และการสร้างสรรค์นั้นไปเชื่อมต่อกับกุศลให้ได้ต่อไป ด้วยการ ฝึกทำงานในชีวิตประจำวัน อย่างเป็นประจำ สม่ำเสมอ เพื่อช่วย เหลือตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นผู้สร้าง ผู้ผลิตที่เน้นการปฏิบัติจริงจนเกิดความมั่นใจและภูมิ ใจในผลสำเร็จของงาน ค้นพบความสามารถ ความถนัด ความสนใจของตนเอง ขณะเดียวกันได้เสริมสร้างคุณธรรม จริย ธรรม เจตคติ และลักษณะนิสัยในการทำงาน ที่ประกอบด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ ยุติธรรม ประหยัด ขยัน อดทน รับผิด ชอบ ตรงเวลา รอบคอบ ปลอดภัย คุ้มค่า ยั่งยืน สะอาด ประณีต มีเหตุผล มีมารยาท ช่วยเหลือตนเอง ทำงานบรรลุเป้าหมาย ทำงานถูกวิธี ทำงานเป็นขั้นตอน ทำงานเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ การทำงานที่จำเป็นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ งานบ้าน งานเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ งานธุรกิจ และงานอื่น ๆ
เกร็ดความรู้เพื่อครู
ครูควรปลูกฝังการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง เหมาะสมแก่เด็ก ดังนี้
  • เทคโนโลยีเพื่อคุณค่าแท้ที่เสริมคุณภาพชีวิต เด็กจะต้องรู้จักแยกแยะระหว่างคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คุณค่าแท้ คือ คุณค่าที่สนองความต้องการให้เกิดคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเครื่องส่งเสริมการเสพคุณค่าเทียม
  • เทคโนโลยีที่เกื้อหนุนระบบความประสานเกื้อกูลแห่งดุลยภาพ เด็กจะต้องรู้จักประมาณ คือ ความพอดี หรือภาวะสม ดุล แล้วดำเนินชีวิตและปฏิบัติการทั้งหลาย โดยคำนึงถึงดุลยภาพแห่งระบบการดำรงอยู่ของสิ่งทั้งหลาย ที่ดำเนินไปด้วยดี ด้วยความเป็นองค์ประกอบและปัจจัยร่วมที่มาประสานเกื้อกูลกันอย่างพอดี เริ่มตั้งแต่ความเป็นอยู่ประจำวัน การรับประ ทานอาหาร ที่พอเหมาะ พอดีแก่ร่างกาย
  • เทคโนโลยีบนฐานของสัมมาทิฐิ คือ การผลิต การพัฒนา และการใช้เทคโนโลยี จะต้องประกอบด้วยปัญญาที่มองเห็นและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เช่น รู้จักคิดให้เข้าใจถูกต้องในความสุข-ความทุกข์ของมนุษย์ว่าคืออะไร รู้จักและเข้าใจคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี เพื่อใช้เทคโนโลยีในทางที่เป็นคุณ มองธรรมชาติในฐานะเป็นองค์ประกอบร่วมในการดำรงอยู่ของตน ซึ่งจะต้องเกื้อกูลต่อกัน โดยคำนึงอยู่เสมอถึงการรักษาสมดุลและการปรับให้เข้าสู่ความประสานกลมกลืนจน เกิดดุลยภาพที่น่าพอใจ
  • เทคโนโลยีของคนที่เป็นไท คน ผู้มี ผู้ใช้เทคโนโลยีจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า มนุษย์เป็นผู้สร้าง เป็นผู้พัฒนา และเป็นผู้ ใช้เทคโนโลยี มนุษย์จะต้องเป็นนายเทคโนโลยี ให้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมความดีงามความประเสริฐของมนุษย์ มีสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน รู้จักบังคับควบคุมตนเอง เป็นคนเข้มแข็ง มีภูมิต้านทานความทุกข์ และความพร้อมที่จะมีความสุขอยู่เสมอ แม้ไม่มีเทคโนโลยี ฉันก็อยู่ได้ ฉันก็สามารถมีความสุขได้ รู้จักที่จะเป็นอิสระจากเทคโนโลยี วางเทคโน โลยีไว้ในฐานะที่ถูกต้อง ให้เทคโนโลยีเป็นส่วนเสริมขึ้นจากการที่ตนเองสามารถหาความได้อยู่แล้ว ทำงานได้อยู่แล้ว ให้มีโอกาสที่จะมีความสุขได้มากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น
  • เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าคู่กันไปกับการพัฒนาคุณภาพของคน โดยฝึกให้เด็กมีคุณภาพทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโล ยีที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพที่จะสามารถเป็นอยู่อย่างเป็นอิสระ เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ มีความรับผิดชอบ ละเอียด รอบคอบ ไม่ประมาท นอกจากจะเป็นนายของเทคโนโลยีแล้ว จะต้องเป็นนายที่สามารถใช้และควบคุมเทคโนโลยีให้ทำงานสนองวัตถุประสงค์ในทาง สร้างสรรค์ได้อย่างถูกต้องเรียบร้อย เป็นผลดีแท้จริง ให้เทคโนโลยีเป็นมิตรที่เกื้อกูลของมนุษย์
  • เทคโนโลยีที่สนองจุดหมายของอารยชน การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องเป็นรองและเป็นเครื่องรับใช้การพัฒนาคน ในความหมายที่แท้จริง คือ พัฒนาตัวมนุษย์เองหรือพัฒนาความเป็นมนุษย์ ให้เป็นผู้มีชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา รู้ที่จะปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อชีวิต ต่อสังคม ต่อธรรมชาติที่แวดล้อมตน และต่อสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์เองได้พัฒนาขึ้นมา รวมทั้งเป็นผู้พร้อมที่จะดำเนินการพัฒนาต่างๆ ทุกอย่างเป็นไปในทางที่ไร้โทษ เป็นคุณ เกื้อกูลต่อชีวิต สังคม และธรรมชาติ ทำให้แก้ปัญหาได้ ปลอดพ้นจากปัญหา โดยใช้เทคโนโลยีส่งเสริมปัญญาที่จะเข้าถึงสัจธรรม เพิ่มพูนคุณธรรม และนำชีวิต สังคม และธรรม ชาติ ให้ดำเนินไปในระบบความสัมพันธ์อันประสานเกื้อกูล ที่ตัวมนุษย์เองจะได้เข้าถึงสุขสันติและอิสรภาพที่แท้จริง

 อ้างอิง
http://taamkru.com/th

ผู้เขียน นายต่อพงศ์ จริยศิลป์ 26/11/2558

3.Weblog คืออะไร?

Blog or Weblog คืออะไร?
ความหมายของ Weblog
บล็อก (อังกฤษ: blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บบล็อก (อังกฤษ: weblog) เป็นรูปแบบเว็ปไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียนซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วยข้อความ ภาพ ลิงค์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือบล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูลสามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียนซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า "บล็อก"ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก
          Weblog หรือ Web Log ซึ่งเป็นคำที่คิดขึ้นโดย โจร์น บาร์เกอร์ ในปีค.ศ.1997 และต่อจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ปีเตอร เมอร์โฮลซ์ ซึ่งสร้าง Blog ของตนเอง แล้วตั้งชื่อว่า we blog ทำให้คำว่า Weblog ถูกย่อให้เหลือแค่เพียง Blog และกลายเป็นคำฮิตติดปากตั้งแต่นั้นมา
แต่การเปลี่ยนไอเดียจากกระดานข่าวสู่ Blog นั้นยังไม่ถือว่าเป็นการประยุกต์ไอเดียเล็ก ๆมาสร้างธุรกิจใหม่ได้เลยหากไม่มีบริษัทเล็ก ๆผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ และมี Blog เป็นของตนเองที่มองเห็นไอเดียเล็ก ๆนี้จะเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างมหาศาลพวกเขาจึงก่อตั้งเว็บไซต์ Blogger.com ขึ้นมาและหวังว่านี่จะเป็นเว็บไซต์ที่ทำเงินได้ ซึ่งสุดท้ายฝันก็เป็นจริง เมื่อวันหนึ่งเว็บ Blogger.com ของพวกเขาได้รับคำเสนอซื้อจากยักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์จเอ็นจิ้นอย่าง Google.com ด้วยมูลค่าที่ใคร ๆ คาดไม่ถึง
เนื้อหาใน blog นั้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1.หัวข้อ(title )
2. เนื้อหา ( Post หรือ Content )
3.วันที่เขียน



          Blog เป็นเว็บไซต์ที่สามารถเป็นได้หลากหลายอย่างแล้วแต่เจ้าของอยากให้เป็น ตั้งแต่ไดอารีส่วนตัว สถานที่สำหรับใช้ในการทำงานร่วมกัน (collaborative work space) หรือสภากาแฟสำหรับคุยเรื่องการเมืองแหล่งรวมข่าวสารความเป็นไป แหล่งรวมลิงค์ไปจนถึงสมุดบันทึกความเป็นไปของโลกใบนี้ สรุปก็คือ "Blog" เป็นที่ซึงเราเอาไว้เขียนเรื่องราวที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยเรื่องที่เขียนเข้าไปใหม่ จะอยู่ส่วนบนสุดซึ่งทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม สามารถอ่านเรื่องราวใหม่ๆได้และยังสามารถที่จะเสนอแนะหรือติชมได้ ในกรณีที่เจ้าของ Blog นั้นๆ อนุญาต
          Blog เพิ่งจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมานี้เองและได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับการใช้เว็บไซต์ตลอดจนมีการประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบและยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้คนนับล้านๆทั่วโลกได้มีโอกาสสื่อสารและติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกันทั่วโลกนอกจากนี้ยังมี Group Blogs ที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ blog ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันสำหรับกลุ่มคน อย่างเช่น ทีมงาน สมาชิกครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนต่างๆ โดยที่ Group Blogs นี้จะเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนข่าวสาร Links และไอเดียต่างๆ
ผู้ที่ใช้งาน Blog หรือเจ้าของ Blog เราจะเรียกว่า "Blogger" สามารถเข้าไปอัพเดต blog ของตนเอง ณ ที่ใดก็ได้ที่สามารถเข้าถึง Intenet ได้ โดยไม่แน่ว่าในอนาคต ThaiBlogOnline อาจจะให้เจ้าของ blog สามารถอัพเดต blog ของตนเองผ่านทาง SMS มือถือก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังสามารถโพสรูปภาพเสียง และวีดีโอไปยัง blog ได้อีกด้วย

Weblog ทำอะไรได้บ้าง
อนุญาตให้ผู้ใช้งานหรือ blogger สามารถโพสรูปภาพ ในรูปแบบ jpeg, gif และ png ได้
สามารถโพสไฟล์ Macromedia Flash (.swf) ได้
สามารถโพสไฟล์มัลติมีเดีย mpeg, mpg, avi, mp3, wma ได้
นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถสร้างเนื้อหาของต้นเองได้ด้วยวิธีง่ายๆโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้คำสั่ง HTML หรือ Javascipt แต่อย่างใดเพราะทูลที่เรานำมาให้ใช้งานนั้น เป็นทูลแบบ WYSIWYG (what you see is what you get) อย่างเช่น ปรับขนาดตัวหนังสือ เปลี่ยนสี ขึ้นย่อหน้า ใส่รูปด้วยการคลิ้กเมาส์ไปที่ทูลบาร์ต่างๆเสมือนกับการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง Microsoft Word เป็นต้น
ประโยชน์ของ Weblog
          Blog มีไว้เพื่อตอบสนองตัณหาของเจ้าของ blog ถึงแม้ว่า blog จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน แต่ blog แต่ละแห่งจะมีบุคลิกเฉพาะตัวแตกต่างกันไปเหมือนบุคลิก บาง blog แค่เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน บาง blog เกาะติดข่าว บาง blog คุยเรื่องการเมืองหรือปรัชญาจงนั้นอาจแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งอาจจะแจกแจงได้ดังนี้
1. ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้การเขียน blog สำหรับบันทึกเรื่องราวข่าวสารความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆในสิ่งที่ผู้เล่าสนใจเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในสมองลงสู่ตัวหนังสือการเขียนต้องมีอิสระทางความคิดในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองจะช่วยอำนวยให้การดึงเอาความรู้ฝังลึกถูกแสดงออกมาได้โดยไม่ยากนักน็และการเขียน blog อยู่เป็นประจำก็จะสามารถนำมาสู่การสร้างขุมความรู้( KnowledgeAssets ) อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบการเก็บรวบรวมและการแก้ไขหรือเพิ่มเติมความรู้ก็ทำได้โดยสะดวก รวดเร็ว
2. เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้โดยหลักการของ blog คือการเผยแพร่เรื่องราวที่ผู้เขียนเขียนไว้บน blog เพื่อแสดงตัวตนของผู้เขียนออกสู่สาธารณชนซึ่งนั่นหมายถึง blog ย่อมมีความสามารถในการสนับสนุนการเข้าถึงความรู้ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วทันทีที่ผู้เขียนมีการเพิ่มเติมหรือแก้ไขความรู้ที่มีอยู่บน blog ไฟล์ RSS ก็จะทำการดึงเอาเนื้อหานั้น ๆ มาใส่ไว้ในไฟล์ด้วยทันที
3. เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนความรู้การเขียน blog จะอนุญาตให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อความรู้ที่ผู้เขียนถ่ายทอดลงไปใน blog และผู้เขียนได้เขียนโต้ตอบต่อความคิดเห็นนั้น ๆในลักษณะของการสนทนาเพื่อหาความแตกฉานในตัวความรู้ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันสกัดความรู้ฝังลึกได้อย่างดี
4. เป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้ ผู้ชำนาญการ และชุมชนปฏิบัติการเขียนและอ่าน blog เป็นวิธีการค้นหาความรู้ช่วยให้ค้นพบผู้มีความรู้ความชำนาญในด้านต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะโดยการเขียน blog ที่มักอ้างถึง blog อื่น ๆโดยการโยงลิค์ไปหาบทความหรือบันทึกนั้น ๆ อีกทั้งลิค์ที่ผู้เขียนบรรจุไว้ใน blog ซึ่งอยู่นอกตัวบทความ หรือการร่วมเป็นสมาชิกของ blog ชุมชน
5. เป็นเครื่องมือในการรวบรวมและแยกแยะประเภทของความรู้ สกัดแก่นความรู้ และสร้างความสัมพันธ์ของความรู้วิธีการหนึ่งที่ระบบ blog โดยทั่วไปนำมาใช้ในการรวบรวมและแยกประเภทของของบันทึกคือการให้ผู้เขียนระบุหมวดหมู่หรือคีย์เวิร์ดของบันทึกนั้น ๆ ไว้ซึ่งบันทึกหนึ่ง ๆ อาจมีความเหมาะสมในการแยกหลายหมวดหมู่ถือเป็นการสกัดแก่นความรู้จากขุมความรู้ โดยที่ตัวผู้เขียนเองอาจจะดึงเอาคีย์เวิร์ดของชุมชนที่ถูกรวบรวมผู้ใช้หลายคน
6. เป็นเครื่องมือในการสร้างลำดับความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้โดยผู้นำเอาความรู้นั้นไปใช้สิ่งที่นักปฏิบัติด้านการจัดการความรู้อยากให้เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้มีการจัดการความรู้ ก็คือ การที่มีผู้อื่นนำเอาความรู้นั้น ๆไปใช้ให้เกิดผลและนำผลมาปรับปรุงความรู้เดิมให้เกิดความรู้ตัวใหม่หรือทำให้ความรู้นั้น ๆมีความถูกต้องมีหลักฐานที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ระบบ blog ประกอบกับเทคโนโลยีในการ พัฒนาเว็ปในปัจจุบัน สามารถสร้างระบบ Rating หรือระบบการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของความรู้หนึ่ง ๆได้โดยตรงจากผู้อ่าน blogซึ่งอาจจะเป็น ผู้ที่ได้นำเอาความรู้นั้นๆไปใช้เองอีกด้วย หรือการแสดงสถิติต่างๆของ blog เช่นบันทึกที่ได้รับการแสดงข้อคิด เห็นมากที่สุด หรือบันทึกที่มีผู้อ่านมากที่สุด ก็สามารถเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้ได้ในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน
7. ใช้เป็นเครื่องมือแสดงรายละเอียดของแก่นความรู้อย่างเป็นระบบซึ่งนักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “Imagination is more important than knowledge.”การไม่หยุดคิดที่จะวิจัยและพัฒนาเครืองมือเทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบของระบบการจัดการกับความรู้เป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เกิดขึ้นได้ เช่น ในปัจจุบันระบบ blog ถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับเสริมสร้างประสิทธิภาพในการเล่าเรื่องซึ่งถือเป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการจัดการความรู้แต่เพื่อที่จะสกัดความรู้ฝังลึกที่มีความซับซ้อนการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว หรือการร่วมช่วยกันเล่าก็ตามก็อาจจะยังไม่สามารถสกัดเอาความรู้ออกมาได้หมด เพราะความสับสนและความไม่มีรูปแบบในตัว ของความรู้เอง ดังนั้นเทคโนโลยีที่น่าจะสามารถช่วยจัดการความรู้ประเภทนี้ได้ ก็เช่น Rule-based reasoning หรือ Fuzzy logic เพื่อ ใช้ในการทำเหมืองความรู้ ( Knowledge mining ) เป็นต้น
8. เป็นศูนย์ความรู้ขององค์การเพราะให้พนักงานและบุคลากร แต่ละคนเขียน blog ส่วนตัวไว้หากพนักงานและบุคลากรท่านนั้นลาออกไปความรู้ยังคงอยู่ที่องค์กรให้รุ่นน้องศึกษาไปโดยการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเฉพาะTacitKnowledge เขียนออกมาเป็นเรื่องเล่า”



ผู้คิดค้น Weblog
          Web blog หรือ Blog เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่เริ่มมีการใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ (www) เมื่อปี 1992 เจ้าหน้าที่ของ CERN (สถาบันวิจัยนิวเคลียร์ภาคพื้นยุโรป) ได้คิดค้นและสร้างเว็บมาเพื่อแจ้งข่าวสารใหม่ๆในวงการเว็บรวมถึงข่าวสารเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นใหม่ โดย ลิงค์ไปยังเว็บอื่นพร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าเว็บนั้นว่าเกี่ยวกับอะไรและมีอะไรน่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็นเว็บแบบ What ‘s New
หลังจากนั้นใน ปี 1997 Mr.Jorn Barger ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ robotwisdow.com ซึ่งเป็น Blog รุ่นแรกๆ ก็ได้คิดค้นคำว่า web blog ขึ้น จากนั้นก็เริ่มมี weblog ก็เกิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ
          จนกระทั่งในปี 1999 โดย mr.Peter Merhole เจ้าของเว็บ peterme.com ได้ประกาศว่าจะอ่าน Weblog ว่า “วี-บล็อก” หรือเรียกสั้นๆ ว่า Blogนับตั้งแต่นั้นมา blog ก็เป็นที่นิยมกันมาขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีเดียวกันนี้เริ่มมีเว็บไซต์ที่ให้บริการช่วยสร้าง blog ให้กับผู้ใช้แบบฟรี นั่นคือ Blogger.com กับ Pitas.comนับเป็น blog site รุ่นแรกๆ ที่ให้บริการสร้าง blog ของตนเองแก่ผู้ใช้โดยการสมัครเป็นสมาชิกพร้อมกับให้ใช้เครื่องมือในการสร้าง blog ของตนเองผ่านทางเว็บเบราวเซอร์ เช่น IE , Firefox เป็นต้นทำให้มีผู้ใช้สร้าง blog ของตนเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนับเป็นหลายหมื่นหลายแสน blog
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีโปรแกรมประเภท ช่วยสร้าง blog (Blogware) ฟรีประเภท Opensource เช่น Be2evolution, WordPress (ปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก) เป็นต้น จนกลายเป็นข่าวดังตั้งแต่ปี 2002 มีข่าวเกี่ยวกับ blog ลงในเว็บไซต์ของ CNN, BBC ยิ่งทำให้มีคนนิยมสร้าง blog กันมากขึ้นแม้แต่บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟต์ เองก็ได้เปิดให้บริการ blog ฟรี ให้กับผู้ใช้ ผ่านทางเว็บไซต์ http://home.services.spaces.live.com/
สำหรับในเมืองไทยเราหลายวงการก็ได้นำเอา blog เป็นเครื่องมือช่วยในการประกอบธุรกิจ การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์การแลกเปลี่ยนความรู้ออนไลน์ การใช้เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร อาทิ http://Bloggang.comhttp://oknation.com และ http://gotoknow.org




Web blog ในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก Youtube, Facebook, Twitter และบริการเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเราเรียกบริการเหล่านี้รวมๆว่า Social Media ในอดีต Social Media อาจเป็นบริการในรูปแบบเว็บไซต์ที่ให้ทุกคนเข้ามาอ่าน พูดคุย เล่นเกมหรือทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน จนกระทั่งเริ่มมีบริษัทหันมาใช้ Social Media ทำการตลาดของตัวเอง โดยเอาสินค้าเข้าไปโฆษณาสร้างกระแสจนสามารถขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น 
กระแส Social Media ยิ่งแรงมากขึ้นเมื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง นายบารัค โอบาม่า ได้ปฏิวัติการหาเงินทุนเพื่อการเลือกตั้งซึ่งแต่ก่อนต้องคอยพึ่งนายทุนเงินหนาบริจาคเงินให้ในการหาเสียง แต่นายบารัค โอบาม่า กลับหันหน้าหนีนายทุนแล้วใช้ Social Media ระดมเงินบริจาคแทนและได้เงินเป็นจำนวนกว่า 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวซึ่งคู่แข่งของเขาได้เงินจากแหล่งเงินทุนเพียง 11 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐซึ่งการกระทำครั้งนี้ถือเป็นการแสดงพลังอันมหาศาลของ Social Media เลยทีเดียว นอกจากกระแส Social Media ของโอบาม่าแล้ว ในอเมริกายังมีรายงานอัตราการบริโภคสื่อใหญ่ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นผู้บริโภคสื่อเลิกอ่านหนังสือพิมพ์แล้วหันมาอ่านเนื้อหาที่อยู่บนโลกออนไลน์แทน อัตราโฆษณาในสื่อใหญ่ๆ เช่น นิตยสาร โทรทัศน์หรือวิทยุลดลงอย่างต่อเนื่องแต่โฆษณาผ่านมือถือหรือผ่านเว็บไซต์ออนไลน์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว 
ชาวอเมริกันเลือกจะเชื่อ เพื่อนหรือคนเขียน Blog (บล็อก) มากถึง 78% เพียง 14% ที่เชื่อข้อมูลจากโฆษณา และมี 18% ที่เชื่อเพราะการรณรงค์กิจกรรมที่ให้ความรู้สึกแง่บวก
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคเลือกจะเชื่อการแนะนำจากเพื่อน หรือคนรู้จักในการตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือซื้อสินค้าอะไร มากกว่าจะเชื่อสื่อโฆษณา ซึ่งมีรายงานอย่างเป็นทางการเช่นกันว่าชาวอเมริกันเลือกจะเชื่อเพื่อนหรือคนเขียน Blog (บล็อก) มากถึง 78% มีเพียง 14% ที่เชื่อข้อมูลจากโฆษณา และมีเพียง 18% ที่เชื่อเพราะการรณรงค์กิจกรรมบางอย่างที่ให้ความรู้สึกแง่บวกเท่านั้นซึ่งหมายความว่าการโฆษณาที่ทำกันมาตั้งแต่อดีตอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป 
การใช้ Social Media เป็นเครื่องมือที่มีราคาถูกและยังง่ายในการทำการตลาดตอนนี้เพราะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีและความเชื่อใจต่อลูกค้าได้ยิ่งตอนนี้เราสามารถใช้ Social Media จากที่ใดก็ได้ยิ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์เรื่องราวของสินค้าและบริการต่างๆ ให้เพื่อนๆได้ทันทีซึ่งคงไม่ดีแน่หากผู้บริโภคส่งข้อความที่อาจสร้างความเสียหายต่อสินค้าหรือบริการของเรา เพราะประโยชน์ต่างๆ และความรวดเร็วของ Social Media จึงทำให้บริษัทหลายแห่งในประเทศไทยรีบกระโจนเกาะรถไฟขบวน Social Media อย่างรวดเร็วเพราะหากไม่รีบขึ้นก็อาจทำให้ธุรกิจล้าหลังและเสียเปรียบหรือถูกโจมตีได้ทันที แต่ Social Media มีก็มีมากมายหลายตัวดังที่จะกล่าวต่อไปใน
Social Media ที่ธุรกิจทั้งหลายควรมีก็คือ Blog (บล็อก) คำว่า "Blog" มีรากศัพท์มาจากการผสมคำว่า Web และ log เข้าด้วยกันโดยในยุคแรกนิยมเรียกว่า Weblog และตัดลงเหลือเพียง Blog ในที่สุด
Blog เป็นคำที่เกิดขึ้นหลังปรากฏการณ์ web 2.0 ในปี 2004 ซึ่งสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมคือ web 2.0 เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บไซต์โดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลักและเนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บไซต์ก็มาจากผู้ใช้เองนอกจากนี้ web 2.0 ยังสามารถให้ผู้ใช้แต่ละคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตนได้ทำให้เกิดวงจรเครือข่ายเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันภายในบล็อก
การทำโฆษณาผ่าน Blog ทำได้ง่ายๆ โดเริ่มจากสร้าง Blog ของตัวเองขึ้นมา แล้วทำให้ Blog กลายเป็น Official Blog (บล็อกทางการ) ของธุรกิจ คอยทำหน้าที่รายงานข่าวที่เป็นทางการ บริษัทต่างประเทศอย่าง Google ก็มี Official Blog เพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ความคืบ และกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทหรือ Social Media อีกตัวที่กำลังเป็นกระแสอย่าง Twitter (ทวิตเตอร์)ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า Twitter ก็มี Official Blog เช่นกัน คนส่วนมากมักไม่รู้ว่าเวลา Twitter จะเปิดตัวคุณสมบัติใหม่หรือประกาศต่างๆ จะใช้ Official Blog ในการสื่อสารมากกว่าแถลงข่าว เช่นกรณีที่ประกาศว่า Twitter มีหน้าภาษาอื่นเพิ่มเติมนอกจากภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และสเปน

Google Official Blog
      หน้า Google Official Blog
Twitter Official Blog
    หน้า Twitter Official Blog

          ในประเทศไทยก็มี Official Blog ของ Google Thailand เช่นกัน เพื่อประกาศกิจกรรม ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในประเทศไทย หรือเรื่องราวต่างๆ จากนักเขียนรับเชิญที่เขียนให้กับ Google ทำให้ Google ประเทศไทยเสียเงินน้อยมากในการประชาสัมพันธ์เพราะคงไม่มีบริษัทไหนจะลงทุนทำอีเวนต์เชิญนักข่าวไปทุกครั้งได้
อีกบริษัทหนึ่งที่มี Blog เช่นกันคือนิตยสาร aday ซึ่งของนิตยสาร aday ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมการประกาศเรื่องราวต่างๆ รวมถึงกิจกรรมและภาพเบื้องหลังที่หาชมไม่ได้ง่ายๆ ซึ่งทำให้ Blog ของ aday เป็นที่น่าสนใจและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาอ่านเรื่อยๆ
บริษัทภาพยนตร์อย่าง GTH ซึ่งปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัยด้วยการทำเว็บไซต์และใช้ Social Media ต่างๆ รวมถึง Blog ด้วย ซึ่งช่วยให้แฟนภาพยนตร์ของ GTH สามารถติดตามความคืบหน้าของภาพยนตร์ ดูเบื้องหลังการถ่ายทำหรือตัวอย่างภาพยนตร์ก็ได้ 

Google Thailand Blog
หน้า Google Thailand Official Blog
aday official blog
       หน้า aday magazine Blog

GTH Official Blog
หน้า GTH Blog
          การทำการตลาดผ่าน Blog อีกวิธีหนึ่งคือการทำบทความโฆษณา การทำบทความโฆษณาจะต่างจากการใช้ Official Blog ตรงที่ การทำบทความโฆษณาเป็นการใช้Blog ที่มีอยู่แล้วหรือชุมชนเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นประโยชน์ โดยใช้ผู้มีความน่าเชื่อถือซึ่งก็คือ Blogger (บล็อกเกอร์ - เจ้าของ Blog นั้น) ให้ช่วยใช้และเขียนบทความที่แสดงถึงความประทับใจอันดีต่อสินค้าและบริการที่เราให้ Blogger ได้ทดลองใช้การทำการตลาดแบบนี้จะได้ผลเหมือนกลยุทธ์ปากต่อปาก เพราะลักษณะคล้ายกับเพื่อนบอกเล่าสิ่งดีๆ สู่กัน ทำให้เกิดความน่าเชื่อมากกว่าโดยมี Blogger เป็นผู้ผู้การันตี 
          Blog ตัวอย่างที่มีบทความโฆษณาคือ Duocore.tv รายการทีวีอินเทอร์เน็ตเจ้าแรกของประเทศซึ่งเขียนถึงสินค้าคอมพิวเตอร์ในแบบโฆษณาและให้ข้อมูลต่างๆที่ได้ทดลองใช้จริงก่อนใคร ทำให้แฟนรายการหรือผู้ที่ติดตาม Blog รับรู้ได้ว่าสินค้านี้ออกขายในตลาดแล้ว หรือ Blog ข่าวไอทีที่หลายคนเข้าไปอ่านและใช้เป็นแหล่งอ้างอิงด้านเทคโนโลยีต่างๆ อย่าง Blognone.com ก็มีโฆษณาในเชิงบทความอยู่หลายบทความ เช่นการโฆษณาสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กที่กำลังจะมาทำตลาดในไทยทำให้ผู้รับสารได้ข้อมูลของสินค้าดังกล่าวและยังชักจูงกลุ่มคนที่สนใจซื้อโน๊ตบุ๊กใหม่หันมาพิจารณาได้ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างเว็บไซต์ผู้ให้บริการ Blog เองอย่าง Exteen.com ที่มีกลุ่มวัยรุ่นมากมายใช้บริการอยู่ก็ทำตลาดแบบบทความโฆษณาด้วย นอกจาก Blog จะใช้เป็นลงบทความโฆษณาแล้ว ยังสามารถนำใช้เป็นพื้นที่ให้บริการลูกค้าด้วยโดยคอยรับเรื่องราวร้องเรียน ประชาสัมพันธ์หรือแก้ไขสถานการณ์การเข้าใจผิดต่างๆทำให้สามารถสร้างความประทับใจต่อผู้ใช้สินค้าหรือบริการได้มหาศาล 
Duocore Official Blog
บล็อก ของ Duocore.tv
สิ่งสำคัญของการตลาดแบบ Blog คือความเชื่อใจ หากโฆษณาเกินจริงแล้วผู้รับสารจับได้เรื่องนี้ก็อาจถูกส่งต่อไปในโลกออนไลน์ซึ่งก็ยากที่กู้ให้ภาพลักษณ์กลับมาดีได้ดังเดิม
สิ่งสำคัญของการตลาดแบบ Blog คือความเชื่อใจ ไม่หลอกลวง โฆษณาให้สินค้าหรือบริการของตัวเองเกินจริงซึ่งหากผู้รับสารรู้ภายหลังว่าบทความโฆษณาเหล่านั้นเป็นการหลอกลวงก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการดูแย่ทันที และเรื่องราวต่างๆนั้นก็อาจถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ในโลกออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขให้ภาพลักษณ์กลับมาดีเหมือนเดิมซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งแต่หากว่าเราทำการตลาดแบบจริงใจให้ความเป็นเพื่อนระหว่างธุรกิจของเรากับผู้ที่รับสารผ่าน Blog สินค้าและบริการก็จะถูกบอกต่อไปเช่นกันว่าดีจริงซึ่งถือเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก (viral) อันเป็นสิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Social Media 
Blognone Official Blog
บล็อก ของ Blognone.com






Facebook Fanpage คืออะไร? แตกต่างกันอย่างไรกับ Facebook Profile ที่เราใช้งานตามปกติ แล้วทำไมต้องมาทำเป็น Fanpage ด้วยล่ะ? ใช้แบบ Profile ธรรมดาในการทำเป็นหน้าเว็บโปรโมทสินค้าไม่ได้หรือ?
Facebook Profile - คือ Facebook ที่คุณสมัครสมาชิกเอาไว้ เพื่อใช้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร โพสภาพ/วีดีโอ ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับกลุ่มเพื่อน ๆหรือคนรู้จักของคุณเท่านั้น โดยใน Facebook Profile จะจำกัดจำนวนการเพิ่มเพื่อนต่อวัน และในการโพสข้อความของคุณแต่ละครั้งต้องระบุคนที่จะมองเห็นข้อความ ซึ่งก็จะมองเห็นในหมู่เพื่อน ๆ เท่านั้น (คนทั่วไปที่คุณไม่ได้รับเขาไว้เป็นเพื่อน ก็จะมองไม่เห็นข้อความที่คุณโพส)
Facebook Fanpage - จะสร้างเป็นหน้าเพจใหม่ ซึ่งในหน้าเพจนี้ อะไรก็ตามที่คุณโพส (เช่น ข่าวสารใหม่ ๆ ) และมีคนเข้ามาที่หน้าเพจของคุณ ก็สามารถเห็นข้อความนั้นได้เลยทันที โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มคุณเป็นเพื่อนเรียกง่าย ๆ ก็คือ มันเหมือนกันกับหน้าเว็บที่ดูได้ทั่วไปอีกทั้งในหน้าเพจ สามารถเพิ่มเพื่อน(หรือกลุ่มลูกค้า)ได้ตลอด (ไม่จำกัดจำนวน แบบหน้า Profile) นอกจากนี้ หากในหน้าเพจมีคนกดไลค์เกิน 300 คนไปแล้ว ก็จะทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อเพจนี้ได้อีก (ต่างกันกับหน้า Profile ที่สามารถเปลี่ยนชื่อได้ตลอด)

Pages หรือ Fanpage มีดีอะไร? ทำไมคนถึงนิยมใช้กัน?
ด้วยความที่มันเป็นพื้นที่ไว้สำหรับรวบรวมคนที่คิดหรือทำอะไรเหมือนๆ กัน ทำให้ Fanpage เป็นช่องทางชั้นเยี่ยมในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนจำนวนมากได้รู้ได้เห็น สิ่งที่เจ้าของแฟนเพจได้แสดงออกมาและเมื่อจำนวนของผู้ใช้งานค่อยๆ เพิ่มขึ้นมันจะกลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีที่ทำให้คนอีกมากมายเข้ามาเจอ ยกตัวอย่างเช่น Fanpage ของคุณตัน ภาสกรนที (https://www.facebook.com/tanichitan) มีคนถูกใจมากกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียวครับ






จำนวนคนที่ “ถูกใจ” เพจของคุณตัน ณ ตอนนี้ (22 กันายายน 2558) อยู่ที่ประมาณ 11 ล้าน 7 แสนคน เมื่อใดก็ตาม ถ้าคุณตัน เขียนหรือแบ่งปันอะไรสักอย่าง มีสินค้าใหม่ออกมาใหม่ แล้วโพสลงไปบนหน้า Facebook Fanpage คนที่ไลค์อยู่มากกว่า 11 ล้านคนนั้น ก็จะมองเห็นสินค้าใหม่ของคุณด้วย โดยที่ไม่ต้องไปลงโฆษณาใดๆ


อ้างอิง

1.      Wittawat Punnopasri. (2554). Weblog คืออะไร. สืบค้นจาก : https://www.l3nr.org/posts/509551.

2.      รวิพร  รุ่งแจ้ง. (2549). ศึกษาเทคโนโลยีการพัฒนาเว็บ 2.0. สืบค้นจาก : https://www.gotoknow.org/posts/30081.


3.      Yupinda piluek. (2552). ประโยชน์ของ Blog. สืบค้นจาก : https://www.gotoknow.org/posts/263605.

4.      อิงค์ควิตี้ - Entrepreneur's Handbook. (2557). ก้าวเข้าสู่การตลาดออนไลน์ผ่าน Social Media ด้วย Blog. สืบค้นจาก : http://incquity.com/articles/tech/social-media-marketing.

5.      7republic. (2555). 10 แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบล็อก. สืบค้นจาก :blog.7republic.com/10-แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบล็อก.

6.      ClickShopZone.com. (2557). Facebook Fanpageคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? จะนำมาใส่ในหน้าเว็บยังไง. สืบค้นจาก : www.clickblogzone.com/csz/blog/Facebook_Fanpage_คืออะไร_มีประโยชน์อย่างไร_จะนำมาใส่ในหน้าเว็บยังไง-15-blogdetail.html.



 ผู้เขียน นายต่อพงศ์ จริยศิลป์ 26/11/2558