Blog
or Weblog คืออะไร?
ความหมายของ Weblog
บล็อก (อังกฤษ: blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บบล็อก (อังกฤษ: weblog) เป็นรูปแบบเว็ปไซต์ประเภทหนึ่ง
ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียนซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด
บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วยข้อความ ภาพ ลิงค์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้
จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือบล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูลสามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียนซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที
คำว่า "บล็อก"ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก
Weblog หรือ Web
Log ซึ่งเป็นคำที่คิดขึ้นโดย โจร์น บาร์เกอร์ ในปีค.ศ.1997 และต่อจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ปีเตอร เมอร์โฮลซ์
ซึ่งสร้าง Blog ของตนเอง แล้วตั้งชื่อว่า we blog ทำให้คำว่า Weblog ถูกย่อให้เหลือแค่เพียง Blog
และกลายเป็นคำฮิตติดปากตั้งแต่นั้นมา
แต่การเปลี่ยนไอเดียจากกระดานข่าวสู่ Blog นั้นยังไม่ถือว่าเป็นการประยุกต์ไอเดียเล็ก ๆมาสร้างธุรกิจใหม่ได้เลยหากไม่มีบริษัทเล็ก ๆผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ และมี Blog เป็นของตนเองที่มองเห็นไอเดียเล็ก ๆนี้จะเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างมหาศาลพวกเขาจึงก่อตั้งเว็บไซต์ Blogger.com ขึ้นมาและหวังว่านี่จะเป็นเว็บไซต์ที่ทำเงินได้ ซึ่งสุดท้ายฝันก็เป็นจริง เมื่อวันหนึ่งเว็บ Blogger.com ของพวกเขาได้รับคำเสนอซื้อจากยักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์จเอ็นจิ้นอย่าง Google.com ด้วยมูลค่าที่ใคร ๆ คาดไม่ถึง
แต่การเปลี่ยนไอเดียจากกระดานข่าวสู่ Blog นั้นยังไม่ถือว่าเป็นการประยุกต์ไอเดียเล็ก ๆมาสร้างธุรกิจใหม่ได้เลยหากไม่มีบริษัทเล็ก ๆผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ และมี Blog เป็นของตนเองที่มองเห็นไอเดียเล็ก ๆนี้จะเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างมหาศาลพวกเขาจึงก่อตั้งเว็บไซต์ Blogger.com ขึ้นมาและหวังว่านี่จะเป็นเว็บไซต์ที่ทำเงินได้ ซึ่งสุดท้ายฝันก็เป็นจริง เมื่อวันหนึ่งเว็บ Blogger.com ของพวกเขาได้รับคำเสนอซื้อจากยักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์จเอ็นจิ้นอย่าง Google.com ด้วยมูลค่าที่ใคร ๆ คาดไม่ถึง
เนื้อหาใน blog
นั้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1.หัวข้อ(title )
2. เนื้อหา ( Post
หรือ Content )
3.วันที่เขียน
Blog เป็นเว็บไซต์ที่สามารถเป็นได้หลากหลายอย่างแล้วแต่เจ้าของอยากให้เป็น ตั้งแต่ไดอารีส่วนตัว สถานที่สำหรับใช้ในการทำงานร่วมกัน
(collaborative work space) หรือสภากาแฟสำหรับคุยเรื่องการเมืองแหล่งรวมข่าวสารความเป็นไป
แหล่งรวมลิงค์ไปจนถึงสมุดบันทึกความเป็นไปของโลกใบนี้ สรุปก็คือ "Blog"
เป็นที่ซึงเราเอาไว้เขียนเรื่องราวที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยเรื่องที่เขียนเข้าไปใหม่
จะอยู่ส่วนบนสุดซึ่งทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม
สามารถอ่านเรื่องราวใหม่ๆได้และยังสามารถที่จะเสนอแนะหรือติชมได้ ในกรณีที่เจ้าของ
Blog นั้นๆ อนุญาต
Blog เพิ่งจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมานี้เองและได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับการใช้เว็บไซต์ตลอดจนมีการประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบและยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้คนนับล้านๆทั่วโลกได้มีโอกาสสื่อสารและติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกันทั่วโลกนอกจากนี้ยังมี
Group Blogs ที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ blog ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันสำหรับกลุ่มคน
อย่างเช่น ทีมงาน สมาชิกครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนต่างๆ โดยที่ Group Blogs นี้จะเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนข่าวสาร Links และไอเดียต่างๆ
ผู้ที่ใช้งาน Blog
หรือเจ้าของ Blog เราจะเรียกว่า "Blogger"
สามารถเข้าไปอัพเดต blog ของตนเอง ณ
ที่ใดก็ได้ที่สามารถเข้าถึง Intenet ได้ โดยไม่แน่ว่าในอนาคต
ThaiBlogOnline อาจจะให้เจ้าของ blog สามารถอัพเดต
blog ของตนเองผ่านทาง SMS มือถือก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังสามารถโพสรูปภาพเสียง และวีดีโอไปยัง blog ได้อีกด้วย
Weblog ทำอะไรได้บ้าง
อนุญาตให้ผู้ใช้งานหรือ
blogger
สามารถโพสรูปภาพ ในรูปแบบ jpeg, gif และ png
ได้
สามารถโพสไฟล์ Macromedia
Flash (.swf) ได้
สามารถโพสไฟล์มัลติมีเดีย
mpeg,
mpg, avi, mp3, wma ได้
นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถสร้างเนื้อหาของต้นเองได้ด้วยวิธีง่ายๆโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้คำสั่ง
HTML
หรือ Javascipt แต่อย่างใดเพราะทูลที่เรานำมาให้ใช้งานนั้น
เป็นทูลแบบ WYSIWYG (what you see is what you get) อย่างเช่น
ปรับขนาดตัวหนังสือ เปลี่ยนสี ขึ้นย่อหน้า ใส่รูปด้วยการคลิ้กเมาส์ไปที่ทูลบาร์ต่างๆเสมือนกับการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง
Microsoft Word เป็นต้น
ประโยชน์ของ Weblog
Blog มีไว้เพื่อตอบสนองตัณหาของเจ้าของ
blog ถึงแม้ว่า blog จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน
แต่ blog แต่ละแห่งจะมีบุคลิกเฉพาะตัวแตกต่างกันไปเหมือนบุคลิก
บาง blog แค่เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน บาง blog เกาะติดข่าว บาง blog คุยเรื่องการเมืองหรือปรัชญาจงนั้นอาจแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน
ซึ่งอาจจะแจกแจงได้ดังนี้
1. ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้การเขียน
blog สำหรับบันทึกเรื่องราวข่าวสารความรู้และประสบการณ์ต่าง
ๆในสิ่งที่ผู้เล่าสนใจเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในสมองลงสู่ตัวหนังสือการเขียนต้องมีอิสระทางความคิดในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองจะช่วยอำนวยให้การดึงเอาความรู้ฝังลึกถูกแสดงออกมาได้โดยไม่ยากนักน็และการเขียน
blog อยู่เป็นประจำก็จะสามารถนำมาสู่การสร้างขุมความรู้(
KnowledgeAssets ) อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบการเก็บรวบรวมและการแก้ไขหรือเพิ่มเติมความรู้ก็ทำได้โดยสะดวก
รวดเร็ว
2. เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้โดยหลักการของ
blog คือการเผยแพร่เรื่องราวที่ผู้เขียนเขียนไว้บน blog
เพื่อแสดงตัวตนของผู้เขียนออกสู่สาธารณชนซึ่งนั่นหมายถึง blog
ย่อมมีความสามารถในการสนับสนุนการเข้าถึงความรู้ได้ง่าย สะดวก
และรวดเร็วทันทีที่ผู้เขียนมีการเพิ่มเติมหรือแก้ไขความรู้ที่มีอยู่บน blog
ไฟล์ RSS ก็จะทำการดึงเอาเนื้อหานั้น ๆ
มาใส่ไว้ในไฟล์ด้วยทันที
3. เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนความรู้การเขียน
blog จะอนุญาตให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อความรู้ที่ผู้เขียนถ่ายทอดลงไปใน
blog และผู้เขียนได้เขียนโต้ตอบต่อความคิดเห็นนั้น
ๆในลักษณะของการสนทนาเพื่อหาความแตกฉานในตัวความรู้ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันสกัดความรู้ฝังลึกได้อย่างดี
4. เป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้
ผู้ชำนาญการ และชุมชนปฏิบัติการเขียนและอ่าน blog เป็นวิธีการค้นหาความรู้ช่วยให้ค้นพบผู้มีความรู้ความชำนาญในด้านต่าง
ๆ ได้รวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะโดยการเขียน blog ที่มักอ้างถึง blog
อื่น ๆโดยการโยงลิค์ไปหาบทความหรือบันทึกนั้น ๆ
อีกทั้งลิค์ที่ผู้เขียนบรรจุไว้ใน blog ซึ่งอยู่นอกตัวบทความ
หรือการร่วมเป็นสมาชิกของ blog ชุมชน
5. เป็นเครื่องมือในการรวบรวมและแยกแยะประเภทของความรู้
สกัดแก่นความรู้ และสร้างความสัมพันธ์ของความรู้วิธีการหนึ่งที่ระบบ blog โดยทั่วไปนำมาใช้ในการรวบรวมและแยกประเภทของของบันทึกคือการให้ผู้เขียนระบุหมวดหมู่หรือคีย์เวิร์ดของบันทึกนั้น
ๆ ไว้ซึ่งบันทึกหนึ่ง ๆ
อาจมีความเหมาะสมในการแยกหลายหมวดหมู่ถือเป็นการสกัดแก่นความรู้จากขุมความรู้
โดยที่ตัวผู้เขียนเองอาจจะดึงเอาคีย์เวิร์ดของชุมชนที่ถูกรวบรวมผู้ใช้หลายคน
6. เป็นเครื่องมือในการสร้างลำดับความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้โดยผู้นำเอาความรู้นั้นไปใช้สิ่งที่นักปฏิบัติด้านการจัดการความรู้อยากให้เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้มีการจัดการความรู้
ก็คือ การที่มีผู้อื่นนำเอาความรู้นั้น
ๆไปใช้ให้เกิดผลและนำผลมาปรับปรุงความรู้เดิมให้เกิดความรู้ตัวใหม่หรือทำให้ความรู้นั้น
ๆมีความถูกต้องมีหลักฐานที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ระบบ blog
ประกอบกับเทคโนโลยีในการ พัฒนาเว็ปในปัจจุบัน สามารถสร้างระบบ Rating
หรือระบบการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของความรู้หนึ่ง
ๆได้โดยตรงจากผู้อ่าน blogซึ่งอาจจะเป็น
ผู้ที่ได้นำเอาความรู้นั้นๆไปใช้เองอีกด้วย หรือการแสดงสถิติต่างๆของ blog เช่นบันทึกที่ได้รับการแสดงข้อคิด เห็นมากที่สุด
หรือบันทึกที่มีผู้อ่านมากที่สุด ก็สามารถเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้ได้ในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน
7. ใช้เป็นเครื่องมือแสดงรายละเอียดของแก่นความรู้อย่างเป็นระบบซึ่งนักวิทยาศาสตร์
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “Imagination is more important than
knowledge.”การไม่หยุดคิดที่จะวิจัยและพัฒนาเครืองมือเทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบของระบบการจัดการกับความรู้เป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เกิดขึ้นได้
เช่น ในปัจจุบันระบบ blog ถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับเสริมสร้างประสิทธิภาพในการเล่าเรื่องซึ่งถือเป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการจัดการความรู้แต่เพื่อที่จะสกัดความรู้ฝังลึกที่มีความซับซ้อนการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว
หรือการร่วมช่วยกันเล่าก็ตามก็อาจจะยังไม่สามารถสกัดเอาความรู้ออกมาได้หมด
เพราะความสับสนและความไม่มีรูปแบบในตัว ของความรู้เอง ดังนั้นเทคโนโลยีที่น่าจะสามารถช่วยจัดการความรู้ประเภทนี้ได้
ก็เช่น Rule-based reasoning หรือ Fuzzy logic เพื่อ ใช้ในการทำเหมืองความรู้ ( Knowledge mining ) เป็นต้น
8. เป็นศูนย์ความรู้ขององค์การเพราะให้พนักงานและบุคลากร
แต่ละคนเขียน blog ส่วนตัวไว้หากพนักงานและบุคลากรท่านนั้นลาออกไปความรู้ยังคงอยู่ที่องค์กรให้รุ่นน้องศึกษาไปโดยการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนความรู้
โดยเฉพาะTacitKnowledge เขียนออกมาเป็น “เรื่องเล่า”
ผู้คิดค้น Weblog
Web
blog หรือ Blog เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่เริ่มมีการใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ
(www) เมื่อปี 1992 เจ้าหน้าที่ของ CERN
(สถาบันวิจัยนิวเคลียร์ภาคพื้นยุโรป) ได้คิดค้นและสร้างเว็บมาเพื่อแจ้งข่าวสารใหม่ๆในวงการเว็บรวมถึงข่าวสารเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นใหม่
โดย
ลิงค์ไปยังเว็บอื่นพร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าเว็บนั้นว่าเกี่ยวกับอะไรและมีอะไรน่าสนใจ
เรียกได้ว่าเป็นเว็บแบบ What ‘s New
หลังจากนั้นใน ปี 1997
Mr.Jorn Barger ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ robotwisdow.com ซึ่งเป็น Blog รุ่นแรกๆ ก็ได้คิดค้นคำว่า web
blog ขึ้น จากนั้นก็เริ่มมี weblog ก็เกิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ
จนกระทั่งในปี 1999
โดย mr.Peter Merhole เจ้าของเว็บ peterme.com
ได้ประกาศว่าจะอ่าน Weblog ว่า “วี-บล็อก”
หรือเรียกสั้นๆ ว่า Blogนับตั้งแต่นั้นมา blog ก็เป็นที่นิยมกันมาขึ้นเรื่อยๆ
โดยในปีเดียวกันนี้เริ่มมีเว็บไซต์ที่ให้บริการช่วยสร้าง blog ให้กับผู้ใช้แบบฟรี นั่นคือ Blogger.com กับ Pitas.comนับเป็น blog site รุ่นแรกๆ ที่ให้บริการสร้าง
blog ของตนเองแก่ผู้ใช้โดยการสมัครเป็นสมาชิกพร้อมกับให้ใช้เครื่องมือในการสร้าง
blog ของตนเองผ่านทางเว็บเบราวเซอร์ เช่น IE ,
Firefox เป็นต้นทำให้มีผู้ใช้สร้าง blog ของตนเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนับเป็นหลายหมื่นหลายแสน
blog
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีโปรแกรมประเภท
ช่วยสร้าง blog (Blogware) ฟรีประเภท Opensource เช่น Be2evolution, WordPress (ปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก)
เป็นต้น จนกลายเป็นข่าวดังตั้งแต่ปี 2002 มีข่าวเกี่ยวกับ blog
ลงในเว็บไซต์ของ CNN, BBC ยิ่งทำให้มีคนนิยมสร้าง
blog กันมากขึ้นแม้แต่บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่อย่าง
ไมโครซอฟต์ เองก็ได้เปิดให้บริการ blog ฟรี ให้กับผู้ใช้
ผ่านทางเว็บไซต์ http://home.services.spaces.live.com/
สำหรับในเมืองไทยเราหลายวงการก็ได้นำเอา
blog
เป็นเครื่องมือช่วยในการประกอบธุรกิจ
การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์การแลกเปลี่ยนความรู้ออนไลน์
การใช้เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร อาทิ http://Bloggang.comhttp://oknation.com และ http://gotoknow.org
Web blog ในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก
Youtube,
Facebook, Twitter และบริการเว็บไซต์อื่นๆ
ซึ่งเราเรียกบริการเหล่านี้รวมๆว่า Social Media ในอดีต Social
Media อาจเป็นบริการในรูปแบบเว็บไซต์ที่ให้ทุกคนเข้ามาอ่าน พูดคุย
เล่นเกมหรือทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน จนกระทั่งเริ่มมีบริษัทหันมาใช้ Social
Media ทำการตลาดของตัวเอง
โดยเอาสินค้าเข้าไปโฆษณาสร้างกระแสจนสามารถขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น
กระแส Social
Media ยิ่งแรงมากขึ้นเมื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง
นายบารัค โอบาม่า ได้ปฏิวัติการหาเงินทุนเพื่อการเลือกตั้งซึ่งแต่ก่อนต้องคอยพึ่งนายทุนเงินหนาบริจาคเงินให้ในการหาเสียง
แต่นายบารัค โอบาม่า กลับหันหน้าหนีนายทุนแล้วใช้ Social Media ระดมเงินบริจาคแทนและได้เงินเป็นจำนวนกว่า 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวซึ่งคู่แข่งของเขาได้เงินจากแหล่งเงินทุนเพียง
11 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐซึ่งการกระทำครั้งนี้ถือเป็นการแสดงพลังอันมหาศาลของ
Social Media เลยทีเดียว นอกจากกระแส Social Media ของโอบาม่าแล้ว ในอเมริกายังมีรายงานอัตราการบริโภคสื่อใหญ่ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง
เช่นผู้บริโภคสื่อเลิกอ่านหนังสือพิมพ์แล้วหันมาอ่านเนื้อหาที่อยู่บนโลกออนไลน์แทน
อัตราโฆษณาในสื่อใหญ่ๆ เช่น นิตยสาร
โทรทัศน์หรือวิทยุลดลงอย่างต่อเนื่องแต่โฆษณาผ่านมือถือหรือผ่านเว็บไซต์ออนไลน์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว
ชาวอเมริกันเลือกจะเชื่อ
เพื่อนหรือคนเขียน Blog (บล็อก) มากถึง 78% เพียง 14% ที่เชื่อข้อมูลจากโฆษณา
และมี 18% ที่เชื่อเพราะการรณรงค์กิจกรรมที่ให้ความรู้สึกแง่บวก
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคเลือกจะเชื่อการแนะนำจากเพื่อน
หรือคนรู้จักในการตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือซื้อสินค้าอะไร
มากกว่าจะเชื่อสื่อโฆษณา
ซึ่งมีรายงานอย่างเป็นทางการเช่นกันว่าชาวอเมริกันเลือกจะเชื่อเพื่อนหรือคนเขียน Blog
(บล็อก) มากถึง 78% มีเพียง 14% ที่เชื่อข้อมูลจากโฆษณา และมีเพียง 18% ที่เชื่อเพราะการรณรงค์กิจกรรมบางอย่างที่ให้ความรู้สึกแง่บวกเท่านั้นซึ่งหมายความว่าการโฆษณาที่ทำกันมาตั้งแต่อดีตอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป
การใช้ Social
Media เป็นเครื่องมือที่มีราคาถูกและยังง่ายในการทำการตลาดตอนนี้เพราะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีและความเชื่อใจต่อลูกค้าได้ยิ่งตอนนี้เราสามารถใช้
Social Media จากที่ใดก็ได้ยิ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์เรื่องราวของสินค้าและบริการต่างๆ
ให้เพื่อนๆได้ทันทีซึ่งคงไม่ดีแน่หากผู้บริโภคส่งข้อความที่อาจสร้างความเสียหายต่อสินค้าหรือบริการของเรา
เพราะประโยชน์ต่างๆ และความรวดเร็วของ Social Media จึงทำให้บริษัทหลายแห่งในประเทศไทยรีบกระโจนเกาะรถไฟขบวน
Social Media อย่างรวดเร็วเพราะหากไม่รีบขึ้นก็อาจทำให้ธุรกิจล้าหลังและเสียเปรียบหรือถูกโจมตีได้ทันที
แต่ Social Media มีก็มีมากมายหลายตัวดังที่จะกล่าวต่อไปใน
Social Media ที่ธุรกิจทั้งหลายควรมีก็คือ Blog
(บล็อก) คำว่า "Blog" มีรากศัพท์มาจากการผสมคำว่า
Web และ log เข้าด้วยกันโดยในยุคแรกนิยมเรียกว่า
Weblog และตัดลงเหลือเพียง Blog ในที่สุด
Blog เป็นคำที่เกิดขึ้นหลังปรากฏการณ์
web 2.0 ในปี 2004 ซึ่งสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมคือ
web 2.0 เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บไซต์โดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลักและเนื้อหาต่างๆ
ภายในเว็บไซต์ก็มาจากผู้ใช้เองนอกจากนี้ web 2.0 ยังสามารถให้ผู้ใช้แต่ละคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตนได้ทำให้เกิดวงจรเครือข่ายเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันภายในบล็อก
การทำโฆษณาผ่าน Blog ทำได้ง่ายๆ โดเริ่มจากสร้าง Blog ของตัวเองขึ้นมา
แล้วทำให้ Blog กลายเป็น Official Blog (บล็อกทางการ) ของธุรกิจ คอยทำหน้าที่รายงานข่าวที่เป็นทางการ
บริษัทต่างประเทศอย่าง Google ก็มี Official Blog เพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ความคืบ และกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทหรือ Social
Media อีกตัวที่กำลังเป็นกระแสอย่าง Twitter (ทวิตเตอร์)ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า
Twitter ก็มี Official Blog เช่นกัน
คนส่วนมากมักไม่รู้ว่าเวลา Twitter จะเปิดตัวคุณสมบัติใหม่หรือประกาศต่างๆ
จะใช้ Official Blog ในการสื่อสารมากกว่าแถลงข่าว
เช่นกรณีที่ประกาศว่า Twitter มีหน้าภาษาอื่นเพิ่มเติมนอกจากภาษาอังกฤษ
ญี่ปุ่น และสเปน
![]() หน้า Google Official Blog |
![]() หน้า Twitter Official Blog |
ในประเทศไทยก็มี
Official Blog ของ Google Thailand เช่นกัน เพื่อประกาศกิจกรรม
ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในประเทศไทย หรือเรื่องราวต่างๆ
จากนักเขียนรับเชิญที่เขียนให้กับ Google ทำให้ Google
ประเทศไทยเสียเงินน้อยมากในการประชาสัมพันธ์เพราะคงไม่มีบริษัทไหนจะลงทุนทำอีเวนต์เชิญนักข่าวไปทุกครั้งได้
อีกบริษัทหนึ่งที่มี Blog เช่นกันคือนิตยสาร aday ซึ่งของนิตยสาร aday
ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมการประกาศเรื่องราวต่างๆ
รวมถึงกิจกรรมและภาพเบื้องหลังที่หาชมไม่ได้ง่ายๆ ซึ่งทำให้ Blog ของ aday เป็นที่น่าสนใจและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาอ่านเรื่อยๆ
บริษัทภาพยนตร์อย่าง GTH
ซึ่งปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัยด้วยการทำเว็บไซต์และใช้ Social
Media ต่างๆ รวมถึง Blog ด้วย
ซึ่งช่วยให้แฟนภาพยนตร์ของ GTH สามารถติดตามความคืบหน้าของภาพยนตร์
ดูเบื้องหลังการถ่ายทำหรือตัวอย่างภาพยนตร์ก็ได้
![]()
หน้า Google
Thailand Official Blog
|
![]()
หน้า aday
magazine Blog
|
![]()
หน้า
GTH
Blog
|
การทำการตลาดผ่าน Blog อีกวิธีหนึ่งคือการทำบทความโฆษณา
การทำบทความโฆษณาจะต่างจากการใช้ Official Blog ตรงที่
การทำบทความโฆษณาเป็นการใช้Blog ที่มีอยู่แล้วหรือชุมชนเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นประโยชน์
โดยใช้ผู้มีความน่าเชื่อถือซึ่งก็คือ Blogger (บล็อกเกอร์
- เจ้าของ Blog นั้น) ให้ช่วยใช้และเขียนบทความที่แสดงถึงความประทับใจอันดีต่อสินค้าและบริการที่เราให้ Blogger
ได้ทดลองใช้การทำการตลาดแบบนี้จะได้ผลเหมือนกลยุทธ์ปากต่อปาก
เพราะลักษณะคล้ายกับเพื่อนบอกเล่าสิ่งดีๆ สู่กัน
ทำให้เกิดความน่าเชื่อมากกว่าโดยมี Blogger เป็นผู้ผู้การันตี
Blog ตัวอย่างที่มีบทความโฆษณาคือ
Duocore.tv รายการทีวีอินเทอร์เน็ตเจ้าแรกของประเทศซึ่งเขียนถึงสินค้าคอมพิวเตอร์ในแบบโฆษณาและให้ข้อมูลต่างๆที่ได้ทดลองใช้จริงก่อนใคร
ทำให้แฟนรายการหรือผู้ที่ติดตาม Blog รับรู้ได้ว่าสินค้านี้ออกขายในตลาดแล้ว
หรือ Blog ข่าวไอทีที่หลายคนเข้าไปอ่านและใช้เป็นแหล่งอ้างอิงด้านเทคโนโลยีต่างๆ
อย่าง Blognone.com ก็มีโฆษณาในเชิงบทความอยู่หลายบทความ
เช่นการโฆษณาสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กที่กำลังจะมาทำตลาดในไทยทำให้ผู้รับสารได้ข้อมูลของสินค้าดังกล่าวและยังชักจูงกลุ่มคนที่สนใจซื้อโน๊ตบุ๊กใหม่หันมาพิจารณาได้
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างเว็บไซต์ผู้ให้บริการ Blog เองอย่าง
Exteen.com ที่มีกลุ่มวัยรุ่นมากมายใช้บริการอยู่ก็ทำตลาดแบบบทความโฆษณาด้วย
นอกจาก Blog จะใช้เป็นลงบทความโฆษณาแล้ว
ยังสามารถนำใช้เป็นพื้นที่ให้บริการลูกค้าด้วยโดยคอยรับเรื่องราวร้องเรียน
ประชาสัมพันธ์หรือแก้ไขสถานการณ์การเข้าใจผิดต่างๆทำให้สามารถสร้างความประทับใจต่อผู้ใช้สินค้าหรือบริการได้มหาศาล

บล็อก
ของ Duocore.tv
สิ่งสำคัญของการตลาดแบบ Blog คือความเชื่อใจ
หากโฆษณาเกินจริงแล้วผู้รับสารจับได้เรื่องนี้ก็อาจถูกส่งต่อไปในโลกออนไลน์ซึ่งก็ยากที่กู้ให้ภาพลักษณ์กลับมาดีได้ดังเดิม
สิ่งสำคัญของการตลาดแบบ Blog คือความเชื่อใจ ไม่หลอกลวง
โฆษณาให้สินค้าหรือบริการของตัวเองเกินจริงซึ่งหากผู้รับสารรู้ภายหลังว่าบทความโฆษณาเหล่านั้นเป็นการหลอกลวงก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการดูแย่ทันที
และเรื่องราวต่างๆนั้นก็อาจถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ
ในโลกออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขให้ภาพลักษณ์กลับมาดีเหมือนเดิมซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งแต่หากว่าเราทำการตลาดแบบจริงใจให้ความเป็นเพื่อนระหว่างธุรกิจของเรากับผู้ที่รับสารผ่าน Blog สินค้าและบริการก็จะถูกบอกต่อไปเช่นกันว่าดีจริงซึ่งถือเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก
(viral) อันเป็นสิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Social
Media
![]()
บล็อก
ของ Blognone.com
|
Facebook Fanpage คืออะไร?
แตกต่างกันอย่างไรกับ Facebook Profile ที่เราใช้งานตามปกติ
แล้วทำไมต้องมาทำเป็น Fanpage ด้วยล่ะ? ใช้แบบ Profile ธรรมดาในการทำเป็นหน้าเว็บโปรโมทสินค้าไม่ได้หรือ?
Facebook Profile - คือ Facebook ที่คุณสมัครสมาชิกเอาไว้
เพื่อใช้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร โพสภาพ/วีดีโอ
ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับกลุ่มเพื่อน ๆหรือคนรู้จักของคุณเท่านั้น โดยใน Facebook
Profile จะจำกัดจำนวนการเพิ่มเพื่อนต่อวัน
และในการโพสข้อความของคุณแต่ละครั้งต้องระบุคนที่จะมองเห็นข้อความ
ซึ่งก็จะมองเห็นในหมู่เพื่อน ๆ เท่านั้น (คนทั่วไปที่คุณไม่ได้รับเขาไว้เป็นเพื่อน
ก็จะมองไม่เห็นข้อความที่คุณโพส)
Facebook Fanpage - จะสร้างเป็นหน้าเพจใหม่ ซึ่งในหน้าเพจนี้ อะไรก็ตามที่คุณโพส (เช่น
ข่าวสารใหม่ ๆ ) และมีคนเข้ามาที่หน้าเพจของคุณ
ก็สามารถเห็นข้อความนั้นได้เลยทันที โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มคุณเป็นเพื่อนเรียกง่าย
ๆ ก็คือ มันเหมือนกันกับหน้าเว็บที่ดูได้ทั่วไปอีกทั้งในหน้าเพจ
สามารถเพิ่มเพื่อน(หรือกลุ่มลูกค้า)ได้ตลอด (ไม่จำกัดจำนวน
แบบหน้า Profile) นอกจากนี้ หากในหน้าเพจมีคนกดไลค์เกิน 300
คนไปแล้ว ก็จะทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อเพจนี้ได้อีก
(ต่างกันกับหน้า Profile ที่สามารถเปลี่ยนชื่อได้ตลอด)
Pages หรือ Fanpage
มีดีอะไร? ทำไมคนถึงนิยมใช้กัน?
ด้วยความที่มันเป็นพื้นที่ไว้สำหรับรวบรวมคนที่คิดหรือทำอะไรเหมือนๆ
กัน ทำให้ Fanpage เป็นช่องทางชั้นเยี่ยมในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนจำนวนมากได้รู้ได้เห็น
สิ่งที่เจ้าของแฟนเพจได้แสดงออกมาและเมื่อจำนวนของผู้ใช้งานค่อยๆ
เพิ่มขึ้นมันจะกลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีที่ทำให้คนอีกมากมายเข้ามาเจอ
ยกตัวอย่างเช่น Fanpage ของคุณตัน ภาสกรนที (https://www.facebook.com/tanichitan)
มีคนถูกใจมากกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียวครับ

จำนวนคนที่ “ถูกใจ”
เพจของคุณตัน ณ ตอนนี้ (22 กันายายน 2558) อยู่ที่ประมาณ
11 ล้าน 7 แสนคน เมื่อใดก็ตาม ถ้าคุณตัน เขียนหรือแบ่งปันอะไรสักอย่าง มีสินค้าใหม่ออกมาใหม่
แล้วโพสลงไปบนหน้า Facebook Fanpage คนที่ไลค์อยู่มากกว่า 11
ล้านคนนั้น ก็จะมองเห็นสินค้าใหม่ของคุณด้วย โดยที่ไม่ต้องไปลงโฆษณาใดๆ
อ้างอิง
2. รวิพร
รุ่งแจ้ง. (2549). ศึกษาเทคโนโลยีการพัฒนาเว็บ 2.0.
สืบค้นจาก : https://www.gotoknow.org/posts/30081.
4. อิงค์ควิตี้
- Entrepreneur's
Handbook. (2557). ก้าวเข้าสู่การตลาดออนไลน์ผ่าน
Social Media ด้วย Blog. สืบค้นจาก
: http://incquity.com/articles/tech/social-media-marketing.
5. 7republic.
(2555). 10 แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบล็อก. สืบค้นจาก :blog.7republic.com/10-แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบล็อก.
6. ClickShopZone.com.
(2557). Facebook Fanpageคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร?
จะนำมาใส่ในหน้าเว็บยังไง. สืบค้นจาก :
www.clickblogzone.com/csz/blog/Facebook_Fanpage_คืออะไร_มีประโยชน์อย่างไร_จะนำมาใส่ในหน้าเว็บยังไง-15-blogdetail.html.
7. Alongkorn Tengsamut.
(2555).
Blogger คืออะไร รวมบทความการใช้ Blogger อย่างละเอียด.
สืบค้นจาก : http://www.ninetechno.com/a/blogger/360-blogger.html.
ผู้เขียน นายต่อพงศ์ จริยศิลป์ 26/11/2558






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น